Filter
Exclude
Time range
-
Near
cabubiew
#จิราพรสินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด เขต 5 พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการคนที่หก ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ร่วมตั้งข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ และตั้งคำถาม ผ่านท่านประธานไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ( สคบ. ) เนื่องจากปีนี้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้รับการจัดสรรงบประมาณ 249 ล้านบาท ไม่มีเงินนอกงบประมาณ ซึ่งปรากฏว่าเกือบครึ่งหนึ่งเป็นในส่วนของงบบุคลากร ทราบว่าทาง สคบ. ยังมีจำนวนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอกับจำนวนงานและข้อร้องเรียนปัญหาต่าง ๆ ในแต่ละวันเกี่ยวกับการใช้สินค้าและการบริการ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของ สคบ. ที่ต้องดำเนินการแก้ไข สส.จิราพรได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า ต้องมีการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งในงบประมาณปี 70 หน้า 203 เห็นว่าตั้งงบการพัฒนาคุณภาพการรับเรื่องร้องทุกข์จากผู้บริโภค 3.6 ล้านบาท ซึ่งเข้าใจว่าเป็นการพัฒนานวัตกรรมและเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลการคุ้มครองผู้บริโภค สส.จิราพรได้ตั้งคำถามในประเด็นนี้ว่า เป็นการพัฒนาระบบอะไรบ้าง เนื่องจากในสมัยที่สส.จิราพรได้กำกับดูแล สคบ. งบลงทุนของ สคบ. ค่อนข้างน้อย จึงได้นำเอาระบบ Traffy fondue ซึ่งเป็นระบบที่ฟรีและมีประสิทธิภาพเข้ามาช่วยในการรับเรื่องร้องเรียน และได้มีแนวทางดึงเอา Platform ของเอกชนที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมากเข้ามาเชื่อมต่อเพื่อรับเรื่องร้องเรียน ซึ่งจะช่วยเหลือข้อร้องเรียนออนไลน์ของทาง สคบ. จึงอยากสอบถามไปยัง สคบ. ว่า ยังมีการใช้ Traffy fondue อยู่หรือไม่ และถ้ายังใช้อยู่มีข้อเสนอแนะให้ทาง สคบ. ได้เสริมเรื่องการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนหรือผู้บริโภคได้ทราบช่องทางนี้เพิ่มเติม ▫️การประชาสัมพันธ์ เนื่องจาก สคบ. มีพันธกิจ ในการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคให้กับประชาชน และสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนสามารถที่จะปกป้องสิทธิ์ของตนเองได้ แต่งบของการประชาสัมพันธ์ของ สคบ. เท่าที่จำได้ในแต่ละปีน้อยมาก เฉลี่ยประมาณปีละ 2 แสนหรือ 3 แสนบาท ซึ่งไม่แน่ใจว่าปี 70 ได้เท่าไหร่ เนื่องจากถูกปรับลดงบประมาณในภาพรวมประมาณ 70 ล้านบาท สส.จิราพร ได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า หากอยากให้พันธกิจนี้สามารถดำเนินต่อไปได้ สคบ. อาจจะต้องร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีอยู่ เช่น กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้สำนักนายกเช่นเดียวกัน รวมถึงอาจจะต้องสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ให้กับพี่น้องประชาชน ▫️ตามพันธกิจที่ 1 ของ สคบ. การพัฒนากฎหมายด้านการคุ้มครองผู้บริโภคให้ทันกับสถานการณ์ ในหน้า 203 ซึ่งตั้งงบค่าใช้จ่ายแผนงานการพัฒนากฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคเอาไว้ 4.88 ล้านบาท เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีการผลักดันกฎหมาย Lemon Law ซึ่งทำต่อเนื่องมาหลายปี ผ่านสภาฯ วาระที่ 1 ไปแล้ว อย่างไรก็ดีมีกฎหมายสำคัญอีกหลายฉบับที่มีเนื้อหาไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ.ขายตรงตลาดแบบตรง ซึ่งสส.จิราพรเคยได้ให้ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง ( ป.ย.ป. ) ศึกษาประเด็นข้อกฎหมายที่ควรปรับปรุงแก้ไข และส่งต่อให้ สคบ. ดำเนินการต่อ ซึ่งในตอนนั้นทาง สคบ. ได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาศึกษา สส.จิราพรได้ตั้งคำถามในประเด็นนี้ว่า ความคืบหน้าในการแก้ไขกฎหมายสำคัญสองฉบับนี้ ( พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ.ขายตรงตลาดแบบตรง ) ▫️ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เคยมีบทบาทสำคัญในการเป็นหน่วยงานกลางในการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งเป็นสินค้าผิดกฎหมาย และมีสถิติในการจับกุมสูงแบบก้าวกระโดดในระยะ 5 สัปดาห์ สามารถจับกุมได้ 2,000 กว่าคดี มีของกลางเกือบ 3 ล้านชิ้น ซึ่งในขณะนี้บุหรี่ไฟฟ้าก็ยังเป็นสินค้าผิดกฎหมาย สส.จิราพรได้ตั้งคำถามในประเด็นนี้ว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคยังเป็นหน่วยงานกลางในการดำเนินการในการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าอยู่หรือไม่ และถ้าเป็นอยู่มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะคดีเก่าที่มีการจับกุมได้ ณ ด่านศุลกากร ซึ่งสส.จิราพรขณะที่กำกับดูแลได้มีนโยบายไม่ให้มีการระงับคดี ให้ส่งต่อไปที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ( ปปง. ) เพื่อไล่เส้นทางการเงินและยึดทรัพย์ จึงอยากทราบความคืบหน้าในประเด็นดังกล่าว ̶ #สสน้ำ @j_sindhuprai #ร้อยเอ็ดเขต5 ✱ ( #JirapornSindhuprai • 6 กรกฎาคม 2569 )
1
5
84
MatichonOnline
วันที่ 5 กรกฎาคม คือวาระการเฉลิมฉลองวันชาติของประเทศ “กาบูเวร์ดี” ซึ่งน่าจะเต็มไปด้วยความคึกคัก ภายหลังทีมฟุตบอลของพวกเขาเพิ่งสร้าง “ปาฏิหาริย์หนล่าสุด” ของชาติ ด้วยผลงานเหนือความคาดหมายอันน่าประทับใจในฟุตบอลโลก 2026 แม้จะเพิ่งตกรอบ 32 ทีม แต่ผลการแข่งขันที่พ่ายอาร์เจนตินาไปอย่างสนุก 2-3 ประตู ในเวลา 120 นาที ก็ทำให้หมู่เกาะแห่งนี้กลายเป็น “ผู้แพ้ที่ชนะ” ในสายตาชาวโลก .. ‘กาบูเวร์ดี’ หรือ ‘เคปเวิร์ด’ เป็นประเทศเล็กๆ ประกอบด้วยหมู่เกาะจำนวน 10 แห่ง ที่มีประชากรเพียงราวๆ 5 แสนคน ย้อนไปเมื่อ 500 กว่าปีก่อน นักเดินเรือจากโปรตุเกสได้เดินทางมาถึงหมู่เกาะแถบนี้ พวกเขาตัดสินใจสร้างชุมชนยุโรปที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนแถบเส้นศูนย์สูตรขึ้นมาตรงเกาะซานติเอโก แล้วใช้ชุมชนดังกล่าวเป็น “ศูนย์กลางทางยุทธศาสตร์” ในการสร้าง “โลกแอตแลนติก” ที่เชื่อมโยงทวีปยุโรป, แอฟริกา และอเมริกา เข้าด้วยกัน ผ่านการค้าทางทะเล, การอพยพโยกย้ายของผู้คน และการค้าทาสข้ามมหาสมุทร นั่นกลายเป็น “ปาฏิหาริย์ครั้งแรก” ที่เกิดกับดินแดนประเทศ “กาบูเวร์ดี” ในปัจจุบัน . อ่านทั้งหมดในคอมเมนต์ #มติชนออนไลน์ #ปราปต์บุนปาน #สถานีคิดเลขที่12 #คอลัมนิสต์มติชน #บอลโลก
1
2
1,178
thestandardth
ยศชนัน ชูแผนปฏิบัติการสร้าง ‘ท่าอวกาศยานไทยเพื่อสันติ’ ใช้ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ ดึงดูดบริษัทจรวดทั่วโลก วันนี้ (6 กรกฎาคม) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ตอบกระทู้ถามสดของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในประเด็นการศึกษาความเหมาะสมในการจัดตั้งฐานปล่อยจรวดและท่าอวกาศยานของประเทศไทย โดย นพดล พริ้งสกุล สว. เป็นผู้ตั้งถามม ขณะที่ ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวขอบคุณ สว.นพดล สำหรับคำถามที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 โดยระบุว่า ประเด็นข้อซักถามทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นมิติความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม กรอบกฎหมาย ความมั่นคง รวมถึงความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ ล้วนเป็นหัวใจสำคัญที่รัฐบาลและกระทรวง อว. ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และกำลังศึกษาอยู่อย่างรอบด้านและรัดกุมที่สุดในขณะนี้ จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน ได้ฉายภาพบริบทโลกในปัจจุบันให้ที่ประชุมเห็นว่า โลกกำลังอยู่ในยุคของ ‘อวกาศยุคใหม่’ (New Space Economy) ซึ่งไม่ได้ผูกขาดอยู่กับรัฐบาลมหาอำนาจอีกต่อไป แต่ถูกขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน สตาร์ทอัพ และระบบนิเวศนวัตกรรมที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมยกข้อมูลจากสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Morgan Stanley และ Euroconsult ที่ประเมินตรงกันว่า มูลค่าเศรษฐกิจอวกาศโลกจะเติบโตแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 36 ล้านล้านบาท) ภายในทศวรรษหน้า พร้อมกล่าวต่อว่า “ประเทศไทยของเราจะยืนอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่มูลค่านี้ เราจะเป็นเพียงผู้ซื้อสัญญาณ ผู้บริโภคข้อมูลดาวเทียมไปตลอดกาล หรือเราจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้สร้างเทคโนโลยี และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของภูมิภาค นี่คือเหตุผลที่เราต้องศึกษาเรื่องท่าอวกาศยานอย่างจริงจังในวันนี้ครับ” 🔴 ทำไมต้องประเทศไทย ชูจุดแข็งทำเลทองใกล้ ‘เส้นศูนย์สูตร’ ในประเด็นเหตุผลและความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์ว่าเหตุใดจึงต้องเป็นประเทศไทย ศ.ดร.ยศชนัน ชี้แจงว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งที่ฟ้าประทานมาให้ คือการมีที่ตั้งอยู่ใกล้ ‘เส้นศูนย์สูตร’ (Equator) ซึ่งตามหลักฟิสิกส์แล้ว การปล่อยจรวดจากบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรจะได้รับแรงเหวี่ยงจากการหมุนของโลกมากที่สุด ช่วยประหยัดเชื้อเพลิงได้มากถึง 15-20% ทำให้สามารถบรรทุกดาวเทียมที่มีน้ำหนักมากขึ้นได้ในต้นทุนที่ต่ำลง ถือเป็นความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ที่ดึงดูดผู้ให้บริการความถี่และผู้ปล่อยจรวดจากทั่วโลกให้หันมามองประเทศไทย หากไม่ใช้ศักยภาพตรงนี้ ก็เท่ากับเสียโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ 🔴 ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ: ใช้โมเดล PPP ลดภาระคลัง หวังผล Spillovers สำหรับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและภาระทางการคลัง ศ.ดร.ยศชนัน ยืนยันว่า การจัดตั้งท่าอวกาศยานนี้ ไม่ใช่โครงการที่รัฐบาลจะนำเงินงบประมาณแผ่นดินหลายหมื่นล้านบาทไปทุ่มสร้างโดยลำพัง แต่กำลังศึกษาโมเดลการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ Public-Private Partnership (PPP) โดยภาครัฐจะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ในการเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และการจัดสรรพื้นที่ ขณะที่การลงทุนก่อสร้างฐานปล่อยและเทคโนโลยีจรวด จะมาจากภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งจะช่วยลดภาระทางการคลังของประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนผลตอบแทนที่จะได้รับนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ค่าบริการปล่อยจรวด แต่เป็น ‘ผลกระทบสืบเนื่องทางเศรษฐกิจ’ (Spillover Effect) ที่มหาศาล ทั้งการดึงดูดอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ วัสดุศาสตร์ขั้นสูง อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างงานที่มีมูลค่าสูงให้กับวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ และเยาวชนไทย 🔴 ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม: หลีกเลี่ยงชุมชน-แนวตกสู่ทะเล-ทำEIA/EHIA เข้มข้น ด้านผลกระทบทางสังคม สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย ซึ่งเป็นข้อห่วงใยสำคัญ ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวย้ำว่า ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นหัวใจสำคัญอันดับหนึ่งที่ไม่อาจประนีประนอมได้ โดยเกณฑ์ในการคัดเลือกพื้นที่ตั้งท่าอวกาศยาน จะต้องหลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมชนหนาแน่น และพื้นที่อนุรักษ์ทางธรรมชาติอย่างเด็ดขาด พื้นที่ที่กำลังศึกษาจึงเป็นบริเวณแนวชายฝั่งติดทะเล เพื่อให้แนวเส้นทางการบินและชิ้นส่วนของจรวดที่สลัดออก (Drop Zones) ตกลงสู่มหาสมุทรในจุดที่ปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อประชาชนหรือเส้นทางเดินเรือ นอกจากนี้ จะต้องมีการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA และ EHIA) ตามมาตรฐานสากลอย่างเข้มข้น รวมถึงการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่อย่างโปร่งใส ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาร่วมกันตั้งแต่ต้นทาง โดยยืนยันว่าจะไม่ทำโครงการนี้บนความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแน่นอน 🔴 เร่งดัน พ.ร.บ.อวกาศ - ชูจุดยืน ‘ท่าอวกาศยานเชิงพาณิชย์เพื่อสันติ’ สำหรับประเด็นด้านกฎหมายและการกำกับดูแล ศ.ดร.ยศชนัน ยอมรับว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะทางด้านอวกาศที่ครอบคลุมถึงการปล่อยยานอวกาศ การจัดการจราจรทางอวกาศ และความรับผิดชอบต่อความเสียหาย ด้วยเหตุนี้ กระทรวง อว. และ GISTDA จึงได้เร่งรัดผลักดัน ‘ร่างพระราชบัญญัติกิจการอวกาศ’ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาตามกระบวนการนิติบัญญัติ กฎหมายฉบับนี้จะเป็นเสาหลักสำคัญในการจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลกิจการอวกาศแห่งชาติ การออกใบอนุญาต มาตรฐานความปลอดภัย และระบบประกันภัยความเสียหาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และสอดคล้องกับสนธิสัญญาด้านอวกาศของสหประชาชาติที่ไทยเป็นภาคีสมาชิก ส่วนในมิติความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความละเอียดอ่อนในยุคการแข่งขันของมหาอำนาจ ศ.ดร.ยศชนัน ยืนยันจุดยืนของประเทศว่า ท่าอวกาศยานที่ศึกษาอยู่นี้จะเป็น ‘ท่าอวกาศยานเชิงพาณิชย์เพื่อสันติ’ (Commercial Spaceport for Peaceful Purposes) เท่านั้น โดยจะมีระบบการตรวจสอบและคัดกรองอย่างรัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำเทคโนโลยีหรือน้ำหนักบรรทุกที่มีวัตถุประสงค์ทางทหารหรืออาวุธเข้ามาเกี่ยวข้องเด็ดขาด พร้อมใช้นโยบาย ‘ความเป็นกลางและเปิดกว้าง’ (Neutrality and Open Access) อนุญาตให้เอกชนและมิตรประเทศจากทั่วทุกมุมโลกที่ปฏิบัติตามกติกาสากลเข้ามาใช้บริการได้อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อเปลี่ยนความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ให้กลายเป็นโอกาสทางความร่วมมือระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยเป็นเวทีแห่งสันติภาพและการพัฒนาทางเทคโนโลยีร่วมกัน ไม่ใช่พื้นที่แห่งความขัดแย้ง 🔴 ความพร้อมบุคลากรไทย: ยุติปัญหา ‘สมองไหล’ สร้างบ้านให้คนเก่ง ต่อข้อสงสัยเรื่องความพร้อมของบุคลากรไทย ศ.ดร.ยศชนัน ระบุด้วยความภาคภูมิใจว่า วันนี้ประเทศไทยไม่ได้นับหนึ่งจากศูนย์ ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา GISTDA และสถาบันการศึกษาในประเทศได้สั่งสมองค์ความรู้และสร้างบุคลากรด้านเทคโนโลยีอวกาศมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันไทยมีดาวเทียม THEOS-1 และ THEOS-2 ที่ขึ้นสู่วงโคจรแล้ว และที่สำคัญคือมีดาวเทียม THEOS-2A ซึ่งเป็นดาวเทียมดวงแรกที่ออกแบบและสร้างโดยฝีมือวิศวกรไทย 100% นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยของไทยกว่า 30 แห่ง ยังมีการเปิดการเรียนการสอนในสาขาวิศวกรรมการบินและอวกาศ วิศวกรรมเครื่องกล และสาขาที่เกี่ยวข้อง ผลิตบัณฑิตและวิศวกรคุณภาพสูงออกมาปีละหลายร้อยคน แต่ปัญหาที่ผ่านมาคือบุคลากรเหล่านี้ไม่มีเวทีหรืออุตสาหกรรมในประเทศรองรับ จนทำให้เกิดปัญหาสมองไหล (Brain Drain) ดังนั้น การสร้างท่าอวกาศยานและระบบนิเวศอวกาศ จึงเป็นการสร้างบ้านและสร้างอนาคต เพื่อรองรับคนเก่งเหล่านี้ให้ได้ใช้ความรู้ความสามารถพัฒนาประเทศบ้านเกิด 🔴 เปิดโรดแมป 3 ระยะ สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจอวกาศอาเซียน ด้านแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป กระทรวง อว. ได้วางโรดแมปไว้ 3 ระยะที่ชัดเจน ได้แก่ ระยะที่ 1 (ภายใน 1-2 ปีนี้): การศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) ในทุกมิติให้แล้วเสร็จ พร้อมกับการผลักดัน พ.ร.บ.กิจการอวกาศ ให้มีผลบังคับใช้ และการกำหนดมาตรการจูงใจการลงทุนร่วมกับ BOI ระยะที่ 2 (ช่วงปีที่ 3-5): การคัดเลือกพื้นที่และเปิดประมูลการลงทุนในรูปแบบ PPP เพื่อเริ่มก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยอาจเริ่มจากการให้บริการปล่อยจรวดขนาดเล็กในระดับกึ่งวงโคจร (Sub-orbital Launch) เช่น จรวดวิจัย หรือการท่องเที่ยวอวกาศ เพื่อทดสอบระบบและความพร้อม ระยะที่ 3 (ช่วงปีที่ 5-10): การก้าวสู่การเป็นท่าอวกาศยานที่ให้บริการปล่อยจรวดสู่วงโคจรจริง (Orbital Launch) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอวกาศแห่งอาเซียน ช่วงท้าย ศ.ดร.ยศชนัน ได้ให้คำมั่นต่อที่ประชุมวุฒิสภาและประชาชนทั่วประเทศว่า กระทรวง อว. และรัฐบาล จะดำเนินการเรื่องนี้ด้วยความรอบคอบ รัดกุม โปร่งใส และยึดมั่นในผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมกล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า “การศึกษาและจัดตั้งท่าอวกาศยานในประเทศไทย ไม่ใช่ความฝันที่เลื่อนลอย หรือการทำตามแฟชั่นของนานาชาติ แต่คือความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นำพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง และสร้างอนาคตที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ให้กับลูกหลานไทยในระยะยาว” ภายหลังจากการชี้แจง นพดล พริ้งสกุล สว. ผู้ตั้งกระทู้ถาม ได้กล่าวขอบคุณและแสดงความชื่นชมต่อคำตอบของรัฐมนตรี โดยระบุว่า วุฒิสภาพร้อมสนับสนุนแนวทางที่นำพาประเทศไทยก้าวไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงและเศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่ พร้อมฝากข้อเสนอแนะให้รัฐบาลและกระทรวง อว. กำกับดูแลการนำแผนไปปฏิบัติจริงอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องความโปร่งใสของโครงการ การมีส่วนร่วมและการรับฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงมาตรการป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามที่ได้ให้คำมั่นไว้ เพื่อให้โครงการท่าอวกาศยานแห่งนี้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนแท้จริง #TheStandardNews
7
9
2,344
Galadriel_TX
อย่างที่เราเข้าใจกันมาตลอดว่า เงินเยนอ่อนค่าเพราะญี่ปุ่นดอกเบี้ยต่ำ ทำให้เกิด Carry Trade นักลงทุนกู้เงินเยนไปซื้อสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ แต่เรื่องนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพที่เราคุ้นเคยเท่านั้น แต่สิ่งที่ตลาดมองข้ามไป คือ "การลงทุน" ปัจจุบันรัฐบาลญี่ปุ่นกำลังเดินเกมครั้งใหญ่ โดยอาศัย Article 4 ของกฎหมายธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ Act) ซึ่งกำหนดให้นโยบายการเงินและนโยบายการคลังต้องทำงานประสานกัน ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างดำเนินนโยบาย ทำให้รัฐบาลต้องการให้ BOJ รักษาอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำ เพื่อสนับสนุนนโยบายการคลังแบบขยายตัวที่กำลังจะเริ่มขึ้น ลองดูสหรัฐฯ เป็นตัวอย่าง ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เงินลงทุนด้าน AI พุ่งขึ้นอย่างมหาศาล ทั้งจากบริษัทอเมริกันและนักลงทุนต่างชาติที่หลั่งไหลเข้าไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ศูนย์ข้อมูล และเทคโนโลยีใหม่ ๆ จนเกิดกระแสเงินทุนไหลเข้าสหรัฐอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ญี่ปุ่นกำลังพยายามสร้างปรากฏการณ์แบบเดียวกัน นับตั้งแต่รัฐบาลของ Sanae Takaichi เข้ามาบริหารประเทศ ก็ประกาศชัดว่าจะใช้นโยบายการคลังครั้งใหญ่ เพื่อกระตุ้นการลงทุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประกาศกรอบนโยบายเศรษฐกิจประจำปีซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงแนวคิดครั้งสำคัญ รัฐบาลประกาศว่าจะไม่ยึดติดกับเป้าหมายการทำงบประมาณเกินดุลขั้นต้น (Primary Fiscal Surplus) เหมือนรัฐบาลชุดก่อนอีกต่อไป แต่จะให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาวแทน สิ่งที่น่าสนใจคือ ญี่ปุ่นกำลังแยกรายจ่ายเพื่อการลงทุนออกจาก รายจ่ายประจำอย่างชัดเจน เพราะมองว่าการลงทุนเป็นการสร้างศักยภาพให้เศรษฐกิจในอนาคต ไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายที่ต้องควบคุม รัฐบาลเตรียมใช้งบประมาณประมาณ 370 ล้านล้านเยน ตลอดระยะเวลา 14 ปี เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น AI เซมิคอนดักเตอร์ การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน อุตสาหกรรมอวกาศ ศูนย์ข้อมูล กลาโหม และการต่อเรือ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเม็ดเงินจำนวนมากยังไม่ได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริง เพราะกฎหมายและมาตรการสนับสนุนหลายส่วนยังอยู่ในกระบวนการของรัฐสภา เมื่อโครงการเหล่านี้เริ่มเดินหน้าอย่างเต็มรูปแบบ สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการลงทุนของภาครัฐ แต่จะเป็นแรงกระตุ้นให้ภาคเอกชนกลับมาลงทุนตาม เหตุผลเป็นเพราะปัญหาที่แท้จริงของญี่ปุ่นในวันนี้ ไม่ใช่การขาดเงินทุน แต่เป็นการที่ภาคธุรกิจมีเงินสดมากเกินไป แต่ไม่ยอมลงทุน หลังฟองสบู่แตกในปี 1991 บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากเปลี่ยนพฤติกรรมครั้งใหญ่ จากเดิมที่กู้เงินมาขยายกิจการ กลายเป็นสะสมเงินสด ลดหนี้ และหลีกเลี่ยงความเสี่ยง แม้ธุรกิจจะมีกำไร แต่ก็ไม่ค่อยลงทุนเพิ่ม ไม่เร่งขึ้นค่าแรง และใช้แรงงานชั่วคราวมากขึ้น รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามกระตุ้นให้ภาคเอกชนนำเงินสดออกมาลงทุนมาหลายปี แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก รอบนี้รัฐบาลกำลังพยายามสร้างแรงกระตุ้นขนาดใหญ่เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของภาคธุรกิจเสียใหม่ หากแผนนี้ประสบความสำเร็จ ผลผลิตของประเทศจะเพิ่มขึ้น Productivity จะดีขึ้น และความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจก็จะสูงขึ้น เมื่อเศรษฐกิจมีศักยภาพในการเติบโตมากขึ้น นักลงทุนทั่วโลกก็จะมีแรงจูงใจนำเงินเข้ามาลงทุนในญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) หรือการลงทุนของบริษัทต่างชาติในประเทศญี่ปุ่นเอง ซึ่งกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าในลักษณะนี้ อาจช่วยลดแรงกดดันต่อการอ่อนค่าของเงินเยนได้ในระยะยาว ดังนั้นการทำให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่น่าลงทุนอาจมีผลต่อค่าเงินมากกว่าการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อไล่ตาม FED ค่าเงินที่แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน ควรมาจากเศรษฐกิจที่สร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้ดี มีผลิตภาพสูง และมีโอกาสเติบโต มากกว่าการอาศัยอัตราดอกเบี้ยที่สูงเพียงอย่างเดียว หาก BOJ รีบขึ้นดอกเบี้ยหรือพยายามทำให้เงินเยนแข็งค่าเร็วเกินไป ก็อาจขัดกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาล และลดแรงจูงใจในการลงทุนของภาคเอกชน ญี่ปุ่นเคยมีบทเรียนมาแล้วจาก Plaza Accord เมื่อการแข็งค่าของเงินเยนอย่างรวดเร็วสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ และนำไปสู่ผลกระทบที่ลากยาวในเวลาต่อมา สิ่งที่ควรติดตามคือเมื่อแผนการลงทุนครั้งใหญ่ของรัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มเดินหน้าเต็มรูปแบบแล้ว จะสามารถดึงภาคเอกชนกลับมาลงทุน กระตุ้นการเติบโต และทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นตามธรรมชาติได้จริงหรือไม่ คำตอบของคำถามนี้ น่าจะเป็นหนึ่งในประเด็นเศรษฐกิจที่ทั่วโลกจับตามองมากที่สุดในอีกหลายปีข้างหน้าค่ะ cao.go.jp/keizai-shimon/inde…
3
24
61
3,104
thestandardth
KEY MESSAGES: เจาะลึกประชุม NATO 2026 สหรัฐฯ บีบงบกลาโหม วัดใจยุโรปเดินหน้าความมั่นคง ตุรกีเดินเกม Middle Power การประชุมสุดยอด NATO 2026 ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี กำลังถูกจับตามองในฐานะ ‘จุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์’ ที่อาจพลิกโฉมหน้ายุทธศาสตร์ความมั่นคงโลกไปตลอดกาล ท่ามกลางสมรภูมิความขัดแย้งที่ยังคงคุกรุ่นทั่วโลก ปฏิเสธไม่ได้ว่า องค์การความร่วมมือนี้กำลังเผชิญยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งที่สาม หรือ ‘NATO 3.0’ เมื่อสหรัฐอเมริกาลดบทบาทจาก ‘ผู้แบกรับภาระ’ สู่การเป็น ‘ผู้สนับสนุน’ สะท้อนให้เห็นจากข้อตกลงที่ประเทศสมาชิกจะเพิ่มงบกลาโหมให้ถึง 5% ของ GDP ขณะที่หลายประเทศกำลังเร่งเครื่องอุตสาหกรรมผลิตอาวุธแบบเต็มกำลัง เพื่อรับมือกับสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ดำเนินมาถึงจุดพลิกผัน ขณะเดียวกัน บทบาทของ เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี ในฐานะเจ้าภาพ ก็ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือโอกาสทองที่ตุรกีจะใช้ความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ ตอกย้ำจุดยืน ‘มหาอำนาจระดับกลาง’ (Middle Power) พร้อมผลักดันวาระความมั่นคงในภูมิภาคของตน และเปิดทางให้อุตสาหกรรมอาวุธสัญชาติตุรกีผงาดในตลาดยุโรป THE STANDARD ชวนสำรวจวาระสำคัญของการประชุม NATO 2026 ผ่านการทำความเข้าใจเบื้องลึกแนวคิด NATO 3.0 พร้อมเจาะลึกว่า เพราะเหตุใดการประชุมครั้งนี้ จึงเป็นการจัดระเบียบขั้วอำนาจใหม่ที่จะกำหนดทิศทางโลกในทศวรรษหน้า 🔴 ใครเข้าร่วมประชุม NATO 2026 บ้าง การประชุมสุดยอด NATO Summit 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-8 กรกฎาคม 2026 ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี ถือเป็นการประชุมครั้งที่ 36 ขณะที่ตุรกีเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 2 หลังเคยจัดที่นครอิสตันบูลในปี 2004 การประชุมครั้งนี้มีผู้นำ 32 ประเทศสมาชิกเข้าร่วม เช่น มาร์ก รุตเตอ เลขาธิการ NATO, อัวร์ซูลา ฟอน เดอร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และ อันโตนิโอ คอสตา ประธานคณะมนตรียุโรป ขณะที่ผู้นำสำคัญที่เข้าร่วม ได้แก่ ⚈ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ⚈ เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี ⚈ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ⚈ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ⚈ ฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ⚈ จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ⚈ มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ⚈ อเล็กซานเดอร์ สตับบ์ ประธานาธิบดีฟินแลนด์ ⚈ อุล์ฟ คริสเตอร์สัน นายกรัฐมนตรีสวีเดน ⚈ เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ⚈ คีเรียกอส มิตโซตาคิส นายกรัฐมนตรีกรีซ ⚈ โยนาส กาห์ร์ สเตอเรอ นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ ⚈ เมตเทอ เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก 🔴 วาระการประชุม NATO 2026 มีอะไรบ้าง สำหรับวาระการประชุมหลักประจำปี 2026 NATO ประกาศไว้ 3 เรื่อง ได้แก่ 1.การลงทุนด้านกลาโหม (Defence Investment) เช่น การติดตามการดำเนินการตามคำมั่นเพิ่มงบกลาโหมเป็น 5% ของ GDP ประเทศสมาชิก หรือการเน้นการลงทุนในขีดความสามารถทางทหารที่จำเป็น 2.อุตสาหกรรมกลาโหม (Defence Industry) หรือการพูดคุยเพิ่มกำลังการผลิตอาวุธและยุทโธปกรณ์, การเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการเร่งความร่วมมือด้านการจัดซื้อและการผลิตระหว่างชาติสมาชิก ทั้งนี้ อุลริเกอ ฟรังเคอ นักวิจัยอาวุโสด้านนโยบายจาก European Council on Foreign Relations ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ประเด็นดังกล่าวเปลี่ยนทิศทางอุตสาหกรรมยุโรป ขณะที่โปแลนด์ รัฐบอลติก และกลุ่มประเทศนอร์ดิก เป็นประเทศเดินหน้าเร็วที่สุดในการลงทุนด้านกลาโหม เพราะอยู่ใกล้กับภัยคุกคามอย่างรัสเซียมากกว่า ส่วนประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่หลายแห่งยังเพิ่มงบกลาโหมได้ช้ากว่า เนื่องจากข้อจำกัดด้านการคลังและการเมืองภายในประเทศ อีกทั้งอุตสาหกรรมกลาโหมของยุโรปยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งห่วงโซ่อุปทานที่เปราะบาง ระบบราชการซับซ้อน การขาดแคลนแรงงาน และการลงทุนที่ไม่เพียงพอมาเป็นเวลานาน แม้การจัดซื้อจัดจ้างร่วมระหว่างประเทศสมาชิกจะถูกมองว่า เป็นแนวทางที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มกำลังการผลิต และยกระดับความสามารถในการทำงานร่วมกัน แต่ในทางปฏิบัติ แต่ละประเทศยังคงต้องการรักษาสัญญาจัดซื้อ การจ้างงาน และรายได้ทางภาษีไว้ภายในประเทศของตนเอง ฟรังเคอชี้ว่า ปัจจุบัน NATO มีงบประมาณรองรับอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ต้องทำ คือ ประเทศสมาชิกจะทำอย่างไรเพื่อสามารถนำงบประมาณไปใช้พัฒนาขีดความสามารถทางทหารได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว 3.การสนับสนุนยูเครน ถือเป็นการมุ่งหารือแนวทางให้ความช่วยเหลือทางทหารในระยะยาว เสริมสร้างศักยภาพของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศยูเครน รวมถึงการตอบคำถามว่า ชาติสมาชิก NATO จะสนับสนุนยูเครนอย่างมีความต่อเนื่องและยั่งยืนอย่างไร อนึ่ง การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัสเซียเผชิญความสูญเสียอย่างหนักในสนามรบ โดยเซธ โจนส์ ประธานฝ่ายกลาโหมและความมั่นคงของ CSIS ระบุว่า รัสเซียทำผลงานได้ย่ำแย่มากในปี 2026 ขณะที่ยูเครนยังยกระดับการโจมตีระยะไกลด้วยโดรนและขีปนาวุธภายในรัสเซียและไครเมีย โดยมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การทหาร และโลจิสติกส์ สะท้อนความก้าวหน้าของยูเครนในการพัฒนาขีดความสามารถโจมตีภายในประเทศ 🔴 จับตา ‘NATO 3.0’ ธีมใหญ่ปี 2026 ที่อยู่เบื้องหลังการประชุม แม้ NATO จะประกาศวาระหลักของการประชุมไว้เพียง 3 ประเด็น แต่บทวิเคราะห์ของ CNBC ชี้ว่า สิ่งที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ การเปลี่ยนผ่าน NATO สู่ยุค 3.0 หรือแนวคิดที่ใช้อธิบายทิศทางใหม่ของพันธมิตรในยุคที่สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงของโลกเปลี่ยนแปลงไป ทำความเข้าใจกันก่อนว่า ในอดีต NATO เปลี่ยนผ่านมาแล้ว 2 ยุค คือ NATO 1.0 ในยุคสงครามเย็น มีบทบาทป้องปรามสหภาพโซเวียต ขณะที่สหรัฐฯ เป็นกำลังหลักในการคุ้มครองยุโรป ส่วน NATO ยุคหลังสงครามเย็น คือ การเปลี่ยนบทบาทจากการป้องกันดินแดนไปสู่การปฏิบัติการรักษาสันติภาพ การต่อต้านการก่อการร้าย และภารกิจนอกพื้นที่ เช่น บอสเนีย โคโซโว อัฟกานิสถาน และลิเบีย ในแนวคิด NATO 3.0 ยุโรปต้องเป็นเสาหลักของความร่วมมือ และรับผิดชอบความมั่นคงของตนเองมากขึ้น เช่น เพิ่มงบกลาโหม เร่งผลิตอาวุธในยุโรป ควบคู่กับการพัฒนากองทัพยุคดิจิทัล และกลับมาให้ความสำคัญกับการป้องกันดินแดน หรือการทำสงครามความเข้มข้นสูง (High-Intensity Warfare) ขณะที่สหรัฐฯ จะลดบทบาทจาก ‘ผู้แบกรับภาระ’ มาเป็นผู้สนับสนุนและผู้ค้ำประกัน โดยมีคำมั่นว่า ยุโรปและแคนาดาจะรับผิดชอบการป้องกันภาคพื้นทวีปมากขึ้น ส่วนวอชิงตันจะสนับสนุนทางยุทธศาสตร์ เช่น ข่าวกรอง การป้องปรามอาวุธนิวเคลียร์ ระบบป้องกันขีปนาวุธ และการเคลื่อนย้ายกำลังทางยุทธศาสตร์ อนึ่ง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการประชุมสุดยอดปี 2025 หลังชาติพันธมิตรเห็นพ้องว่า จะเพิ่มการใช้จ่ายงบประมาณกลาโหม 5% ของ GDP ภายในปี 2035 โดยแบ่ง 3.5% เป็นความต้องการด้านกลาโหมหลัก และอีก 1.5% สำหรับประเด็นความมั่นคงในวงกว้าง นั่นจึงทำให้การประชุมปี 2026 ถูกจับตามองว่า คำมั่นจะเปลี่ยนไปเป็นการปฏิบัติได้มากน้อยแค่ไหน 🔴 ‘ตุรกี’ ในฐานะเจ้าภาพต้องการอะไรจากการประชุม น่าสนใจว่า ในการประชุม NATO Summit 2026 ครั้งนี้ สื่อและผู้เชี่ยวชาญจับตาบทบาทของตุรกีในฐานะเจ้าภาพ โดยมองว่า นี่คือโอกาสสำคัญที่จะยกระดับสถานะบนเวทีความมั่นคงโลก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ NATO กำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จุดแข็งสำคัญของตุรกีคือที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเชื่อมต่อยุโรป ตะวันออกกลาง และภูมิภาคทะเลดำ ขณะที่ยังเป็นผู้ควบคุมช่องแคบบอสฟอรัสและดาร์ดะแนลส์ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์สู่ทะเลดำ นอกจากนี้ ตุรกียังมีพรมแดนติดกับซีเรีย อิรัก และภูมิภาคคอเคซัส ทำให้ต้องรับมือกับภัยคุกคามหลายรูปแบบพร้อมกัน ทั้งสงคราม การก่อการร้าย การอพยพของผู้ลี้ภัย และความไม่มั่นคงในภูมิภาค รายงานของ Defence Turkey ระบุว่า แอร์โดอันต้องการผลักดันให้ NATO ให้ความสำคัญกับ ‘ปีกใต้’ ของพันธมิตรมากขึ้น ไม่ใช่มุ่งเน้นเฉพาะการป้องปรามรัสเซียในยุโรปตะวันออก ขณะเดียวกัน ตุรกียังต้องการผลักดันอุตสาหกรรมกลาโหมให้มีบทบาทมากขึ้นในตลาดยุโรป โดยปัจจุบัน บริษัทอย่าง Baykar, TUSAŞ และ Roketsan กลายเป็นผู้ผลิตโดรน ขีปนาวุธ และเทคโนโลยีทางทหารที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น โดยเฉพาะหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ทำให้หลายประเทศเร่งจัดหาอาวุธและเพิ่มกำลังการผลิต ที่สำคัญไม่แพ้กัน อังการายังต้องการตอกย้ำภาพลักษณ์ของตนในฐานะ ‘มหาอำนาจระดับกลาง’ (Middle Power) ที่สามารถรักษาความสัมพันธ์กับหลายฝ่ายพร้อมกันได้ภายใต้นโยบาย Strategic Autonomy เห็นได้ชัดเจนช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยตุรกีประณามการรุกรานของรัสเซียและสนับสนุนอธิปไตยของยูเครน แต่ก็ไม่เข้าร่วมมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก ขณะที่ยังเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาไกล่เกลี่ยหลายครั้ง ภาพ: Stoyan Nenov / Reuters #TheStandardNews
1
1
2,681
thegenerateth
โฆษก ทบ. ยืนยันเหตุระเบิดฝั่งกัมพูชาไม่ใช่อาวุธจากไทย ชี้อยู่ในกรอบหยุดยิง คาดอีกฝ่ายใช้มิติการสื่อสารมากกว่าทางทหาร วันที่ 6 ก.ค.69 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจง กรณีเกิดเหตุทหารกัมพูชาเหยียบกับระเบิดในพื้นที่ฝั่งกัมพูชา โดยยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการใช้อาวุธของฝ่ายไทยอย่างแน่นอน แม้ช่วงหลังกัมพูชาจะมักสื่อสารหรือส่งหนังสือสอบถามในลักษณะที่พยายามทำให้เข้าใจผิดว่าไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากใช้อาวุธ แต่ข้อเท็จจริงคือเป็นการระเบิดภายในพื้นที่ฝั่งกัมพูชาเอง คาดเป็นอุบัติเหตุจากกำลังพลที่เพิ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ใหม่ โฆษกกองทัพบก ย้ำว่า ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายอยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค.68 มองว่า การดำเนินการของกัมพูชาจึงเป็นเพียงการใช้มิติด้านการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้ในเวทีระหว่างประเทศมากกว่าความพยายามดึงสถานการณ์ไปสู่การปะทะทางทหาร ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศของไทยกำลังเร่งชี้แจงข้อเท็จจริง ส่วนสถานการณ์ชายแดนจากการข่าวยังไม่น่ากังวล ฝ่ายไทยยังปฏิบัติตามนโยบาย มีการลาดตระเวนและมีชุดประสานงานท้องถิ่นคอยดูแลเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงและยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นที่ตั้ง ขณะที่ กองทัพไทยเปิดยุทธศาสตร์ป้องกันภัยทางอากาศร่วม บูรณาการ 4 เหล่าทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดรนพลีชีพขนาดเล็ก และอาชญากรรมข้ามชาติ เดินหน้าปกป้องน่านฟ้า ฐานทัพ ท่าเรือ และแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติเพื่อความมั่นคงของประเทศพร้อมเตรียมตั้งศูนย์ต้านโดรนแห่งชาติรับมือภัยคุกคามยุคใหม่ #thegenerate #กองทัพบก #ระเบิดชายแดน #กัมพูชา
113
Standard_Wealth
ศึกชิงอาณาจักร AI เดือด! Macron-Modi เปิดเกมดึงบิ๊กเทคเข้าประเทศ ประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังเร่งเครื่องแข่งขันเพื่อไม่ให้ตกขบวนยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยผู้นำหลายชาติเริ่มลงสนามด้วยตนเองเพื่อดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดมหาศาล ขณะที่ประธานาธิบดี Emmanuel Macron ของฝรั่งเศส และนายกรัฐมนตรี Narendra Modi ของอินเดีย กลายเป็นสองผู้นำที่โดดเด่นที่สุดในการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อเกลี้ยกล่อมผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทั้งฝรั่งเศสและอินเดียต่างเร่งเดินหน้าสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) และระบบนิเวศ AI ภายในประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยมุ่งดึงดูดการลงทุนและโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จากบริษัทชั้นนำของโลก Modi เดินหน้าพบปะผู้บริหารเทคโนโลยีรายใหญ่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้หารือกับ Andy Jassy ซีอีโอของ Amazon และต้อนรับแผนลงทุนมูลค่า 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ในอินเดีย ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ จะถูกใช้สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และคลาวด์คอมพิวติ้ง ก่อนหน้านี้ Modi ยังได้พบกับ Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft, Sundar Pichai ซีอีโอของ Google และ Lip-Bu Tan ซีอีโอของ Intel ซึ่งต่างให้คำมั่นว่าจะมีส่วนช่วยพัฒนาระบบนิเวศ AI ของอินเดีย ด้านฝรั่งเศส Macron ประสบความสำเร็จในการโน้มน้าว SoftBank ให้ลงทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในโครงการศูนย์ข้อมูล AI ภายในประเทศ โดย SoftBank ประกาศแผนสร้างศูนย์ข้อมูล AI กำลังการผลิตรวม 3.1 กิกะวัตต์ภายในปี 2031 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการลงทุนมูลค่า 7.5 หมื่นล้านยูโร เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI รวม 5 กิกะวัตต์ในฝรั่งเศส การแข่งขันดึงดูดการลงทุน AI ในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กลายเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ผู้นำประเทศต้องลงมาขับเคลื่อนด้วยตนเอง เพราะผู้ที่สามารถดึงดูดศูนย์ข้อมูล บุคลากร และเงินลงทุนได้มากที่สุด อาจกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งใหม่ของโลกในทศวรรษหน้า ญี่ปุ่นส่งสัญญาณเตือนไปยังตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอีกครั้งในวันศุกร์ หลังจาก Satsuki Katayama รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น กล่าวว่า รัฐบาลโตเกียวยังคงหารือกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับประเด็นค่าเงิน และพร้อมดำเนินการเพื่อพยุงค่าเงินเยน หากจำเป็น หลังจากเงินเยนฟื้นตัวขึ้นจากระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบ 40 ปี เงินเยนได้รับแรงหนุนบางส่วนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐในวงกว้าง หลังรายงานการจ้างงานสหรัฐฯ ที่ออกมาอ่อนแอกว่าคาดในวันพฤหัสบดี ทำให้นักลงทุนลดการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ Katayama กล่าวว่า “จุดยืนของเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย เราพร้อมตอบสนองอย่างเหมาะสมได้ทุกเมื่อหากมีความจำเป็น” เธอยังระบุว่าหน่วยงานของญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ยังคงติดต่อประสานงานกันอย่างใกล้ชิดในประเด็นอัตราแลกเปลี่ยน “แม้ในวันที่สหรัฐฯ หยุดทำการ” เมื่อวันพฤหัสบดี เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ท่ามกลางการจับตาของนักลงทุนต่อความเป็นไปได้ที่ทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงตลาด และความกังวลว่ารัฐบาลอาจใช้แนวทางใหม่ในการเข้าซื้อเงินเยน อย่างไรก็ตาม ผู้ค้าหลายรายมองว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวยังไม่รุนแรงพอที่จะบ่งชี้ว่ามีการแทรกแซงเกิดขึ้นจริง ล่าสุด เงินเยนซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 161.2 เยนต่อดอลลาร์ในวันศุกร์ ฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปีที่ 162.84 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งทำไว้เมื่อวันอังคาร การอ่อนค่าของเงินเยนอย่างต่อเนื่องกำลังสร้างความปวดหัวให้กับผู้กำหนดนโยบายญี่ปุ่น เนื่องจากทำให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าสูงขึ้น ซ้ำเติมภาระของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่กำลังเผชิญกับราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามอิหร่าน ขณะเดียวกัน สัญญาณความเปราะบางในภาคธุรกิจญี่ปุ่นเริ่มปรากฏชัดขึ้น โดยรายงานจากสถาบันวิจัย Tokyo Shoko Research ระบุว่า จำนวนบริษัทที่ล้มละลายจากผลกระทบของเงินเยนอ่อนค่าอยู่ที่ 45 แห่งในช่วงครึ่งแรกของปี เพิ่มขึ้น 32.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รายงานระบุว่า ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าที่สูงขึ้นจากการอ่อนค่าของเงินเยนส่งผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะต่อธุรกิจค้าส่งที่มีอำนาจในการปรับขึ้นราคาสินค้าได้จำกัด พร้อมคาดการณ์ว่าการล้มละลายในลักษณะนี้มีแนวโน้มจะอยู่ในระดับสูงต่อไปในอนาคตอันใกล้ ภาพ: Alexandros Michailidis, Amit.pansuriya/ Shutterstock #TheStandardWealth
4
5
1,516
MrMessenger
มาอีกแล้วครับทุกคน รอบนี้ Michael Burry เจ้าพ่อผู้พยากรณ์วิกฤตซับไพรม์ (The Big Short) ออกมาเปิดหน้า Short หุ้น Micron Technology พร้อมกับคำเตือนว่าหุ้นกลุ่มหน่วยความจำ (Memory Chipmakers) กำลังจะเจอกับภาวะฟองสบู่แตกจากปัญหาอุปทานล้นตลาด พาไปดูหน่อย ว่า Michael Burry เขาคิดยังไงครับ --- 🎢 1. กับดักความผันผวนแบบวัฏจักร Michael Burry บอกว่า ชิปหน่วยความจำ (DRAM และ HBM) แตกต่างจากชิปประมวลผลของ Nvidia ตรงที่ ชิปเหล่านี้ มันเป็นสินค้าที่มีความเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) สูงมาก ในช่วงที่ AI บูม กำไรจะพุ่งกระฉูดจนทำให้ค่า P/E ดูถูกอย่างน่าดึงดูดใจ ทำให้นักลงทุนแห่ไล่ราคากันสนุกสนาน แต่ทันทีที่แนวโน้มเริ่มเปลี่ยน นักลงทุนจะทิ้งหุ้นทันทีอย่างไร้ความปราณี เหมือนที่เราเห็นหุ้น SK Hynix ร่วงลงถึง 25% จากจุดสูงสุดในเดือนก่อน และ Micron ที่ P/E ดิ่งลงจาก 11 เท่าเหลือเพียง 7 เท่าในเวลาไม่กี่สัปดาห์ และถึงแม้ผู้บริหารจะพยายามบอกว่า ได้มีการเซ็นสัญญาระยะยาว 5 ปีกับลูกค้าแล้วก็ตาม แต่ตลาดก็ไม่เชื่อมั่นอีกต่อไป เพราะกังวลว่า ลูกค้าเจ้าใหญ่อย่าง Apple และ Meta อาจลดคำสั่งซื้อในอนาคตก็เป็นไปได้ --- 🏭 2. การอัดฉีดเงินทุนของเกาหลีใต้ = จุดเริ่มต้นของอุปทานล้นตลาด Michael Burry มองว่าการที่ ประธานาธิบดีอีแจยองของเกาหลีใต้ ประกาศเมกะโปรเจกต์ทุ่มเงินสูงถึง 1.35 ล้านล้านวอน (ประมาณ 8.8 แสนล้านดอลลาร์) เพื่อสร้างฐานผลิตชิปแห่งใหม่ให้กับ Samsung และ SK Hynix มันคือ "จุดเริ่มต้นของจุดจบ" ครับ ในมุมมองของ Burry แกมองว่า เม็ดเงินมหาศาลขนาดนี้ (คิดเป็น 2.6% ของ GDP เกาหลีใต้) จะเร่งกำลังการผลิตชิป DRAM จนทำสถิติสูงสุดใหม่ แถมพอไปดูข้อมูลของ Bloomberg Intelligence ก็ชี้ชัดว่า ภาวะขาดแคลนชิป DRAM สำหรับ AI Data Center มีโอกาสหายวับไปอย่างรวดเร็วหลังฐานการผลิตใหม่เสร็จสิ้น ซึ่งจะทำให้ตลาดมีโอกาสสูงมากที่จะเข้าสู่ภาวะ Oversupply ตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไปครับ --- 🇨🇳 3. สงครามราคาระลอกใหม่จากจีน สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในอุตสาหกรรมชิป ก็คือ "การทำสงครามราคา" ของจีนครับ Burry บอกแบบนั้น (ข้อนี้ ผมก็เห็นด้วยนะ) ปัจจุบัน CXMT (ChangXin Memory Technologies) ยักษ์ใหญ่ DRAM ของจีน กำลังเตรียมทำ IPO ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 เพื่อระดมทุนกว่า 2.95 หมื่นล้านหยวน ($4.3 พันล้าน) มาขยายโรงงานผลิตแผ่นเวเฟอร์ ทาง Morgan Stanley ก็มีเขียนบทวิเคราะห์บอกว่า จีนจะขยับเพิ่มสัดส่วนถึง 30% ของกำลังการผลิต DRAM ได้ภายในปี 2028 (เป็นรองแค่เกาหลีใต้) แถมยิ่งไปกว่านั้น CXMT เริ่มมีกำไรทะลุ 2 หมื่นล้านหยวนในไตรมาสแรกปีนี้ไปแล้ว และกำลังพยายามล็อบบี้รัฐบาลทรัมป์เพื่อส่งชิปให้ Apple ด้วย (และ Apple ก็ต้องการ เพราะราคาถูกกว่าชิปจากเกาหลีใต้เยอะพอสมควร) ถ้าจีนดำเนินนโยบายสำเร็จ คือ เพิ่มกำลังการผลิตได้เร็ว และ แย่งลูกค้าเจ้าใหญ่มาไว้ในมือได้ ก็มีโอกาสสูงมากๆที่จะทุบราคาชิปทั่วโลกให้ดิ่งลงครับ --- 🧠 สรุปมุมมอง Oligopoly ของ 3 ยักษ์ใหญ่ Samsung, SK Hynix และ Micron ที่คุมตลาด DRAM อยู่ 90% กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักด้วยแรงผลักดันทางการเมืองของเกาหลีใต้เอง และคู่แข่งม้ามืด ที่มาเงียบๆจากจีน คำเตือนของ Michael Burry ในครั้งนี้มีน้ำหนักเหมือนกันครับ และ เขาทำให้เราต้องมาทบทวนตำว่า "AI Supercycle" ว่า มันจะไปต่อได้ยาวนานขนาดไหน หรือ ตลาดจะเปลี่ยนกลุ่มเล่นไปที่กลุ่มใดนอกจากกลุ่มชิปหรือเปล่า? เพราะ ชิปหน่วยความจำถูกมองเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์ชาติ มันเลยทำให้ทุกประเทศแห่สร้างโรงงานผลิต จนท้ายที่สุด มันอาจจะเกินความต้องการที่แท้จริงไปหรือไม่? มองแบบนี้ เราอาจเลือก ปรับลดน้ำหนัก (Underweight) หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปความจำ และโยกเม็ดเงินไปเน้นกลุ่มผู้สร้างซอฟต์แวร์ AI หรือ "ระบบความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity)" ที่มีอำนาจต่อรองราคาและไม่ต้องแบกรับต้นทุนโรงงานมหาศาลแทนเลยดีไหม นี่คือ คำถามที่เราต้องไปตามหาคำตอบกันต่อครับ --- แต่ถ้าคุณจะดูแค่ประวัติการ Short หุ้นของ Michael Burry หลังวิกฤฆตซับไพรม์ละก็ บอกเลยว่า ไม่ค่อยแม่นนะครับ 555 หลังวิกฤต 2008 เขา Short ตลาดต่อเนื่องในช่วง Bull Market ที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ (2010-2020) → ขาดทุนหนักหลายปี จนต้องปิดกองทุน Scion Capital ในปี 2020 ปี 2021 → Short Tesla และ ARK Innovation ETF หนักมาก → ตลาดยังขึ้นต่อเนื่อง → ขาดทุนมหาศาล (บางช่วงขาดทุนเกือบ 50%) ปี 2023-2024 → Short หุ้นเทคและ AI หลายตัว (รวมถึงบางช่วงที่ Short Micron) → ตลาด AI ยังวิ่งขึ้นแรง → ถูกวิจารณ์หนัก ส่วนตัวผม มองว่า Burry เก่งเรื่องมองโครงสร้างใหญ่และฟองสบู่ เขาถูกต้องในการทำนายบ่อยครับ แต่ถ้าดูสถิติย้อนหลัง จะพบว่า เขาพลาดเรื่องจังหวะและ Timing บ่อยเหมือนกัน ด้วยการ Short เร็วเกินไปและถือ Position นานเกินไป ผมว่า เราควรมองความเห็นของ Burry เป็น “เครื่องเตือนภัย” ที่ดีมาก แต่ไม่แนะนำให้ตาม Short ทุกครั้ง หรือ ขายล้างพอร์ตตามเขาทุกครั้งครับ ไม่งั้นเจ็บตัวแน่นอน Mr.Messenger รายงาน
1
30
80
5,391
thestandardth
กองทัพไทยกางแผนป้องกันภัยทางอากาศร่วม ผนึกกำลัง ตร. สกัดโดรนพลีชีพ-อาชญากรรมข้ามชาติ วันนี้ (6 กรกฎาคม) ที่ ห้องประชุมศรียานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธานการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 5 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการทหารเรือ และรองผู้บัญชาการทหารอากาศ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง วาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้ คือการนำเสนอและหารือเกี่ยวกับแนวความคิดในการป้องกันภัยทางอากาศร่วม เพื่อยกระดับขีดความสามารถของกองทัพไทยและหน่วยงานความมั่นคงในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยแต่ละหน่วยงานได้นำเสนอแนวทางการปฏิบัติ ดังนี้ กองบัญชาการกองทัพไทย นำเสนอแนวคิดการปฏิบัติการป้องกันภัยทางอากาศร่วมแบบบูรณาการ (Joint Integrated Air and Missile Defense: Joint IAMD) ภายใต้ความรับผิดชอบของ หน่วยระบบอัตโนมัติและป้องกันภัยทางอากาศร่วม (JAAF) สังกัดหน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วม (JCC) ซึ่งได้เริ่มทดลองปฏิบัติราชการมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ยุทธศาสตร์ดังกล่าว เน้นการสร้างระบบป้องกันภัยทางอากาศหลายชั้นที่เชื่อมโยงกัน โดยกองบัญชาการกองทัพไทยจะรับผิดชอบภาพรวม และมอบหมายให้ กองทัพอากาศ เป็นหน่วยหลักในการสนธิระบบเฝ้าตรวจและการป้องกันส่วนรวมเป็นพื้นที่ (Area Defense) ประสานงานกับหน่วยป้องกันภัยทางอากาศของทุกเหล่าทัพ เพื่อคุ้มครองพื้นที่เฉพาะตำบล (Point Defense) และการป้องกันตนเอง (Self Defense) อย่างเป็นระบบ กองทัพบก นำเสนอบทเรียนจากการรบเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการป้องกันโดรนพลีชีพขนาดเล็ก โดยมุ่งเน้นการบูรณาการระบบอาวุธให้หน่วยดำเนินกลยุทธ์มีความคล่องตัวในการป้องกันตนเองในเขตหน้า ครอบคลุมทั้งระบบตรวจจับ (Sensor) ระบบอาวุธยิงตรง (Shooter) และระบบควบคุมบังคับบัญชา (Command and Control: C2) พร้อมทั้งกำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่อข้อมูลในสนามรบ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาสามารถตกลงใจและแบ่งมอบเป้าหมายได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที กองทัพเรือ นำเสนอระบบป้องกันภัยทางอากาศครอบคลุมฐานทัพ ท่าเรือ และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น แท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ โดยใช้ระบบสร้างภาพสถานการณ์ร่วม (Common Operational Picture: COP) และเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ Air Command and Control System (ACCS) ของกองทัพอากาศ สำหรับการปฏิบัติการในทะเล จะบูรณาการเซนเซอร์และอาวุธประจำเรือเข้ากับอากาศยานลาดตระเวน พร้อมพัฒนาระบบตรวจการณ์ระยะไกลครอบคลุมทั้งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน รวมถึงเสริมสร้างระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (C-UAS) ให้สอดรับกับสงครามยุคปัจจุบัน กองทัพอากาศ นำเสนอระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงระบบบัญชาการ การตรวจจับ และการใช้กำลังเข้าด้วยกันอย่างเป็นเอกภาพ ไฮไลต์สำคัญคือการเตรียมจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการ ควบคุม และต่อต้านอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินแห่งชาติ ตามมติที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางบูรณาการการดำเนินงานต่อต้านโดรนของหน่วยงานรัฐ ให้พร้อมรองรับภัยคุกคามทางอากาศในทุกรูปแบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำเสนอภารกิจการสนับสนุนกองทัพไทย โดยมุ่งเน้นการรับมือภัยคุกคามจากอากาศยานไร้คนขับในมิติของอาชญากรรมข้ามชาติและการสู้รบ ซึ่งครอบคลุมถึงการตรวจค้น จับกุม สืบสวน และแลกเปลี่ยนข่าวกรอง เพื่อรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สำคัญ บุคคลสำคัญ และการประชุมระดับชาติ นอกจากนี้ยังเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีสกัดกั้นโดรน เพื่อตัดวงจรการนำเข้าและลำเลียงอุปกรณ์ตั้งแต่ต้นทาง ในตอนท้ายของการประชุม พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้กล่าวขอบคุณทุกเหล่าทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถด้านระบบอัตโนมัติอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้กองทัพไทยดำรงความพร้อมสูงสุดในการปฏิบัติภารกิจ ภายใต้สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
1
4
3,490
thestandardth
เอกนิติ เปิดเพจเฟซบุ๊ก สื่อสารนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาล ย้ำเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด วันนี้ (6 กรกฎาคม) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการในชื่อ ‘ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ และได้แชร์เพจเฟซบุ๊กดังกล่าวไปที่เฟซบุ๊กส่วนตัว เอกนิติระบุว่า ได้เปิดเพจทางการสำหรับสื่อสารเรื่องแนวคิดและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อสร้างความเข้าใจมากขึ้นต่อสาธารณะ ฝากทุกท่านติดตามด้วยครับ ขอบคุณครับ ทั้งนี้ ในเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของนายเอกนิติได้โพสต์ข้อความแรกว่า สวัสดีครับ หลังจากที่ตั้งใจมาสักพักว่าจะเปิด Facebook เป็นทางการของตนเองในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อใช้เป็นพื้นที่สื่อสารและอธิบายแนวคิดและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ รวมทั้งผลการลงมือปฏิบัติเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับสาธารณะในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจมหภาค การคลัง งบประมาณ การเงิน ตลาดทุน และการลงทุน วันนี้ผมขอเปิดโพสต์แรกแบบภาพรวม เอกนิติระบุถึงการเริ่มรับตำแหน่งในรัฐบาลอนุทิน 2 ช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 พร้อมกับวิกฤติราคาพลังงาน อันเกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบเป็นระลอก ตั้งแต่วิกฤติน้ำมันขาดและแพง วิกฤติต้นทุนส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น จนกลายเป็นวิกฤติปากท้อง ซึ่งหากหยุดวิกฤติเหล่านี้ไม่ได้ จะนำมาซึ่งปัญหาวิกฤติซ้อนวิกฤติ ความท้าทายนี้เกิดขึ้นบนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศที่มีปัญหาเรื้อรังมานาน ไม่ว่าจะเป็นการที่ประเทศโตต่ำกว่าศักยภาพ ความสามารถในการแข่งขันถดถอย ปัญหาการขาดดุลการคลังเรื้อรังที่รายได้โตไม่ทันรายจ่าย โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้ลงทุนใหม่มานาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกยุคใหม่ หากเปรียบเป็นคนป่วย ก็เรียกได้ว่าเป็นโรคมะเร็งเรื้อรัง ยังรักษาไม่หายก็มีโรคแทรกซ้อนมาอีก ด้วยงบประมาณประเทศที่มีอย่างจำกัด ในฐานะดูแลภาพรวมทั้งรายรับและรายจ่ายของประเทศและเห็นตัวเลขทั้งหมด ต้องคิดรอบด้านและระมัดระวังที่สุดเพื่อประคองสถานการณ์ในระยะสั้น ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้โอกาสนี้เปลี่ยนผ่าน และสร้างรากฐานให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่เติบโตแข็งแกร่งให้ได้ในอนาคต โดยใช้หลักการที่เรียกว่า 5T ประกอบด้วย Target, Transition, Transform, Transparency, Together เพื่อประคองเศรษฐกิจระยะสั้น และสร้างการเปลี่ยนผ่านเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส รวมทั้งลงทุนสร้างอนาคตให้ประเทศไทยกลับมาเข้มแข็งในระยะยาวบนฐานวินัยการเงินการคลัง 🔴 ประคับประคองเศรษฐกิจฝ่ามรสุมโลก จากที่ตั้งธงจะเข้ามาสานต่อนโยบาย Quick Big Win ที่ได้ทำไว้ก่อนหน้าจนเศรษฐกิจไทยเมื่อปลายปีก่อนฟื้นตัวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อมีวิกฤตการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น จึงต้องประคองเศรษฐกิจฝ่ามรสุมวิกฤติพลังงานโลกที่กระทบไทยอย่างแรงก่อน เพราะประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับต้น ๆ ในเอเชีย รัฐบาลจึงพยายามประคับประคองให้ราคาน้ำมันไม่ผันผวนสุดโต่งและขาดแคลนเหมือนหลายประเทศ โดยรัฐบาลสามารถประคองให้ไทยมีน้ำมันใช้ในราคาที่ต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียนในช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคม การตัดสินใจใช้กองทุนน้ำมันเป็นเครื่องมือหลักในการบริหารราคาน้ำมันทำให้ไม่กระทบฐานะการคลัง (ซึ่งมีสถานะตึงตัวอย่างมากอย่างที่ทุกท่านทราบกันดีในช่วงอภิปรายงบประมาณที่ผ่านมา) จนลามไปเกิดวิกฤติการคลังเหมือนกรณีตัวอย่างประเทศในอาเซียนที่ต่างชาติไม่เชื่อมั่นในฐานะการคลังและแห่ถอนเงินออกจากประเทศนั้น (เลยกลายเป็นอานิสงส์ส่วนหนึ่งที่เงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยทำให้ดัชนี SET Index โตขึ้นมาเฉียด 1,600 จุดในปัจจุบัน) พร้อมกันนั้นได้ออกมีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบภาคขนส่งและภาคเกษตรเมื่อวันที่ 11 เมษายน เพื่อชะลอผลกระทบไม่ให้ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าอื่น ๆ มากเกินไป นอกจากนั้น รัฐบาลยังได้มีมาตรการไทยช่วยไทยพลัสและเติมเงินสวัสดิการเพื่อช่วยคนมีรายได้น้อยลดค่าครองชีพ ป้องกันวิกฤติปากท้อง และต่อลมหายใจร้านค้ารายย่อยในช่วงที่ผ่านมา 🔴 เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดวันนี้ เพื่อลดจุดเปราะบางและสร้างความมั่นคงในระยะยาว อย่างที่ทุกท่านทราบกันดีว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดสำคัญมากในช่วงเวลาที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความผันผวนสูง หลายท่านอาจจะมีแนวคิดว่าจำเป็นเร่งด่วนไหม ค่อย ๆ ทำตามแผนงานที่วางไว้ได้ไหม งบประมาณก็มีจัดสรรตามหน่วยงานไว้แล้วในระยะยาว ทำไมต้องออกพระราชกำหนดเงินกู้ฯ ให้เป็นหนี้เพิ่มมาอีก ผมอยากใช้โอกาสนี้ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ในระยะสั้น หากเราไม่เร่งเปลี่ยนผ่านโดยเริ่มลงมือทำเลย เราอาจจะเจอวิกฤติซ้อนวิกฤติหนักขึ้น ดั่งข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว คือ หลังจากไทยเจอวิกฤติราคาน้ำมันแพงในเดือนเมษายน - พฤษภาคม ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เคยเกินดุลมาตลอดก็กลับมาขาดดุลถึงเกือบ 5 แสนล้านบาทในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะไทยเราต้องนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในราคาที่สูงขึ้นในจำนวนที่มาก ซึ่งหากปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้ไปเรื่อยๆ และสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันในโลกผันผวนยังไม่จบง่ายๆ เราอาจจะต้องขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไปเรื่อยๆ จนอาจเกิดวิกฤติขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเหมือนในอดีต การเร่งเปลี่ยนผ่านวันนี้ โดยการส่งเสริมการใช้รถที่ใช้พลังงานสะอาดหรือไบโอดีเซล โดยเฉพาะในระบบขนส่งสาธารณะ และการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์ภาคประชาชนพร้อมรับขายคืนครบวงจร รวมทั้งการลงทุนพัฒนาอัปเกรดสายส่ง ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ และยังทำได้ไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ เนื่องจากงบประมาณที่ได้รับจัดสรรแต่ละปีมีจำกัด การลงมือทำในสิ่งเหล่านี้ให้เร็วที่สุดจะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวของประเทศได้ เงินกู้ 2 แสนล้านบาทอาจจะเป็นงบประมาณที่ไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดทั้งประเทศ แต่ผมตั้งใจให้โครงการภายใต้เงินกู้นี้ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งและร่นระยะเวลาให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่จำเป็นเร่งด่วนอย่างเป็นรูปธรรม 🔴 พลิกโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่ออนาคตด้วยการลงทุน โดยหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของไทย คือเราลงทุนน้อยเกินไปมานาน ทั้งการลงทุนภาครัฐและการลงทุนภาคเอกชน ปีนี้รัฐบาลประกาศให้เป็นปีแห่งการลงทุน ซึ่งเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในเทคโนโลยี และการลงทุนในทุนมนุษย์เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว รวมทั้งการปลดล็อกกฎหมายทำให้การลงทุนง่ายขึ้น จะทำให้การลงทุนเป็นเครื่องยนต์หลักของการเติบโตอีกครั้ง โดยตั้งเป้าให้สัดส่วนการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ค่อยๆ กลับไปอยู่ใกล้ระดับประมาณ 30% เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว แต่การลงทุนรอบใหม่นี้ต้องไม่ใช่การลงทุนแบบเดิมเท่านั้น ต้องเป็นการลงทุนที่ช่วยเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และเตรียมประเทศสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ในระหว่างการอภิปรายงบประมาณ การลงทุนภาครัฐผ่านงบประมาณเป็นเครื่องมือหนึ่งของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศเท่านั้น เรายังมีการลงทุนโดยรัฐวิสาหกิจ การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และเครื่องมือระดมทุนอื่นๆ เช่น Thailand Future Fund และที่สำคัญอย่างมาก คือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ได้รับการเร่งรัดผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งคาดว่าจะทำให้มีเม็ดเงินการลงทุนจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ประมาณ 9 แสนล้านบาทในปี 2569 นี้ แต่เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการลงทุน หรือเพิ่มมูลค่า FDI ให้สูงขึ้นเท่านั้น คำถามสำคัญกว่านั้นคือ การลงทุนเหล่านี้จะสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยและเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของการผลิตสมัยใหม่ของโลกได้อย่างไร และสร้างงานพร้อมยกระดับคุณภาพให้แรงงานไทยได้เท่าไร สิ่งเหล่านี้จะถูกกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ในการให้สิทธิประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานที่ทำแล้ว ทำอยู่ และกำลังจะทำต่อไป ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนร่วมกับภาคเอกชนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) และมีหลายสิ่งที่รัฐบาลต้องปฏิรูปอีกมาก โดยเฉพาะด้านการจัดทำงบประมาณและด้านการคลัง เราไม่ได้นิ่งนอนใจ รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ดีและอยู่ในระหว่างการวางแผนปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังทั้งหมด โดยก้าวแรกของเราคือ สร้างความโปร่งใส เปิดข้อมูล เปิดแผล และเปิดถ่ายทอดสดในระหว่างการประชุมกรรมาธิการงบประมาณ และเชื่อว่าจะมีก้าวต่อไปตามมา เพราะหากเราไม่ทำวันนี้ เราอาจไม่มีโอกาสอีกแล้ว การตัดสินใจเชิงนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่เคยง่าย และไม่สามารถถูกใจทุกคนได้ แต่ผมเชื่อว่าหากเรายึดหลักการและลงมือทำด้วยความบริสุทธิ์ใจและตั้งใจจริงเพื่อประเทศ ก็จะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระยะยาวได้อย่างแน่นอน ท้ายที่สุด การทำงานเป็นทีมเป็นเรื่องสำคัญ ผมไม่สามารถทำทุกอย่างได้คนเดียว แรงสนับสนุนจากทุกภาคส่วนสำคัญอย่างมาก ตั้งแต่รัฐบาล ข้าราชการประจำในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ภาคเอกชน และทีมงานที่เข้มแข็งของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอขอบคุณทุกท่านจากใจ #เอกนิติ
1
2
5
6,468
AssetwiseTH
#1H2026Performance #ASWInFocus ASW เดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 บริษัทฯ ทำยอดขายรวม 11,847 ล้านบาท คิดเป็น 64% ของเป้าหมายยอดขายทั้งปี แรงสนับสนุนสำคัญมาจากกลุ่ม Leisure Residence ในภูเก็ต ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากทั้งลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะโครงการ Biancana Surin ที่ปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 70% ในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทฯ เปิดตัวโครงการใหม่ทั้งในกรุงเทพฯ และภูเก็ตรวม 5 โครงการ มูลค่ารวม 8,255 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีหลัง เตรียมเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ในทำเลยุทธศาสตร์ พร้อมทยอยส่งมอบ THE TITLE Serenity Naiyang และ THE TITLE Heritage Bang-Tao มูลค่ารวม 10,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการรับรู้รายได้ของบริษัท ปัจจุบัน ASW มียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) กว่า 38,010 ล้านบาท ที่จะทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2569–2571 เราจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาโครงการคุณภาพ พร้อมสร้างความสุขและประสบการณ์ที่ดีในทุกจังหวะของการใช้ชีวิต 💙 #AssetWise #ASW #WeBuildHappiness #Title
18
Jaodao retweeted
yo4081
Replying to @moui
มันคืออุตสาหกรรมฟาสแฟชั่นที่ย้ายออกจากไทย โดยต่างชาติย้ายไปเวียดนามก่อน แล้วพอเวียดนามปรับยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ โรงงานต่างชาติเริ่มย้ายเข้ากัมพูชา ประกอบกับค่าแรงในไทยสูงจนผู้ประกอบการไทยไม่ไหวจึงปิดโรงงานไทยย้ายไปกัมพูชาด้วย
1
9
2,250
Eig_Banphot
สิ่งที่นักลงทุนต้องรู้เช้านี้ จันทร์ที่ 6 กรกฏาคม 2569 . #TAMEIG . สิ่งที่นักลงทุนต้องรู้เช้านี้ จันทร์ที่ 6 กรกฏาคม 2569 . #TAMEIG . 🔮 ตลาดเดาผลฟุตบอลโลก 2026 เดือดจัด! ดันยอดเทรดบน Kalshi และ Polymarket ทำนิวไฮแตะระดับประวัติการณ์ : . การแข่งขันฟุตบอลโลก FIFA World Cup 2026 ส่งผลให้ปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดพยากรณ์เหตุการณ์ (Prediction Markets) คึกคักถึงขีดสุดในเดือนมิถุนายน โดยแพลตฟอร์ม Kalshi ในสหรัฐฯ สามารถโกยยอดปริมาณเทรด (Notional Volume) ทะลุ 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่แพลตฟอร์มต่างประเทศชื่อดัง Polymarket ยอดพุ่งทำนิวไฮรอบใหม่ที่ 1.08 หมื่นล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ยังส่งผลบวกต่อ Rothera แพลตฟอร์มลูกครึ่งความร่วมมือของ Susquehanna และ Robinhood ที่เพิ่งเปิดตัวในเดือนมิถุนายนให้มียอดเทรดพุ่งแรงแตะ 2 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 7% ของอุตสาหกรรมในทันที . ⚽ พลังทรัมป์ช่วยได้! FIFA ประกาศระงับโทษแบนใบแดงพ้นทางให้ดาวยิงสหรัฐฯ 'Folarin Balogun' บู๊เบลเยียม : . สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ได้ประกาศตัดสินใจระงับโทษแบนการลงสนาม 1 นัดอย่างเป็นทางการของ Folarin Balogun กองหน้าสตาร์ดังทีมชาติสหรัฐฯ ที่ถูกใบแดงไล่ออกจากสนามในเกมพบกับบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาในรอบ 32 ทีมสุดท้าย โดยเปลี่ยนเป็นโทษคุมประพฤติเป็นเวลา 1 ปีแทน ทำให้เขาสามารถลงสนามในศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดสำคัญกับเบลเยียมในวันจันทร์ได้ทันที ท่ามกลางความตกตะลึงและมึนงงของสมาคมฟุตบอลเบลเยียม (RBFA) ที่ออกมาแถลงคัดค้านและเร่งตรวจสอบช่องทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิ์ ทั้งนี้มีรายงานจากนิวยอร์กไทมส์เผยว่า การตัดสินใจของ FIFA เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ต่อสายตรงพูดคุยกับ Gianni Infantino ประธาน FIFA เมื่อวันพุธเพื่อขอให้ช่วยพิจารณาทบทวนโทษแบนดังกล่าว . 🛩️ รัฐบาลทรัมป์ปลดล็อกไฟเขียวส่งออกโมเดล AI ขั้นสูงของ Anthropic สู่ตลาดโลก : รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ประกาศยกเลิกข้อจำกัดในการส่งออกโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับแนวหน้าของบริษัท Anthropic อย่างรุ่น 'Fable' และ 'Mythos' เป็นที่เรียบร้อยแล้ว การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่มีการเจรจากันอย่างเคร่งเครียดนานหลายสัปดาห์ในประเด็นความปลอดภัยและความมั่นคงระดับชาติ ซึ่งการปลดล็อกครั้งนี้จะช่วยให้ Anthropic สามารถขยายฐานลูกค้าและจำหน่ายเทคโนโลยี AI ล้ำสมัยในตลาดสากลได้ง่ายขึ้นอย่างมาก . 🇮🇷 อิหร่านจัดพิธีศพผู้นำสูงสุดคลาคล่ำด้วยเสียงเค้นแค้น ส่งผลเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ แท้งชั่วคราว : สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังไม่มีทีท่าว่าจะลดราวาศอก ล่าสุดพิธีเคารพศพของอายาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่เสียชีวิตจากการโจมตีทางทหารร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้ดำเนินไปท่ามกลางคลื่นมหาชนชาวอิหร่านที่มาร่วมพิธีด้วยความโกรธแค้นและตะโกนเรียกร้องการล้างแค้นอย่างสาสม ส่งผลให้โต๊ะเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านต้องหยุดชะงักและระงับไปโดยปริยาย . 🇸🇦 ซาอุฯ ขยับเพิ่มส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขานรับสัญญาณบวกพักรบชั่วคราว : ซาอุดีอาระเบียได้ตัดสินใจปรับเพิ่มปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในการขนส่งพลังงานของโลก การขยับตัวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เริ่มมีสัญญาณในเชิงบวกเกี่ยวกับข้อตกลงการพักรบชั่วคราวและการลดระดับความตึงเครียดทางทหารลง ส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบทยอยไหลเข้าสู่ระบบตลาดโลกเพิ่มมากขึ้นทันที . 🛢️ OPEC มีมติปรับเพิ่มโควตาการผลิตน้ำมันเดือนสิงหาคม รับการเปิดใช้ช่องแคบฮอร์มุซรอบใหม่ : กลุ่มพันธมิตรผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ OPEC บรรลุข้อตกลงผ่านการประชุมออนไลน์ ปรับเพิ่มโควตาเป้าหมายการผลิตน้ำมันดิบขึ้นอีกวันละ 188,000 บาร์เรลสำหรับเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทยอยยกเลิกมาตรการลดกำลังการผลิต 1.65 ล้านบาร์เรลต่อวันที่เคยตกลงกันไว้ในปี 2023 โดยการผลิตน้ำมันของกลุ่มเริ่มฟื้นตัวขึ้นหลังจากที่ก่อนหน้านี้ปริมาณการส่งออกลดฮวบลงเนื่องจากภัยสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ [81-82] นอกจากนี้ความท้าทายใหม่ของกลุ่มคือการที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกไปเมื่อสิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อต้องการเพิ่มกำลังการผลิตโดยอิสระ . 📉 ราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงกราวรูดหลุด 68 ดอลลาร์ ทุบสถิติต่ำสุดในรอบ 125 วัน : ผลพวงจากการที่ซาอุดีอาระเบียเร่งระบายน้ำมันและการปรับเพิ่มโควตาการผลิตของ OPEC ประกอบกับความกังวลด้านสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เริ่มผ่อนคลายความร้อนแรงลงชั่วคราว ได้กดดันให้ราคาน้ำมันดิบสัญญาซื้อขายล่วงหน้า West Texas Intermediate (WTI) ปรับลดลงอย่างรุนแรงจนมาซื้อขายต่ำกว่าระดับ 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดในรอบ 125 วัน ช่วยสร้างความโล่งอกให้กับผู้บริโภคทั่วโลกและผ่อนคลายความกังวลเรื่องทิศทางอัตราเงินเฟ้อ . ⚡ วิกฤตไฟฟ้าดับคุกคามสหรัฐฯ! เครือข่ายสายส่งสั่งลดใช้พลังงานฉุกเฉินรับมือคลื่นความร้อนและดาต้าเซ็นเตอร์ AI : PJM Interconnection ผู้บริหารจัดการระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ซึ่งครอบคลุมประชากรราว 67 ล้านคนในภูมิภาคแอตแลนติกตอนกลางและตอนใต้ ได้ประกาศสถานการณ์เตือนภัยฉุกเฉินระดับรัฐบาลกลาง เพื่อบีบให้ผู้ใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมและที่พักอาศัยบางส่วนลดการใช้ไฟทันทีหลังเกิดปัญหาโรงไฟฟ้าขัดข้อง สายส่งรับภาระเกินกำลัง และความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศที่พุ่งทะลุขีดจำกัดจากคลื่นความร้อนแผ่คลุมสหรัฐฯ โดยเฉพาะในพื้นที่เวอร์จิเนียตอนเหนือซึ่งเป็นที่ตั้งของกลุ่มศูนย์ข้อมูล (Data Center) สำหรับ AI ที่ใหญ่ที่สุดในโลก จนส่งผลให้ราคาซื้อขายไฟฟ้าล่วงหน้าในพื้นที่ดีดตัวพุ่งสูงกว่า 2,500 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง จากอัตราปกติเพียง 40 ดอลลาร์เท่านั้น . 📉 หุ้นกลุ่มฮาร์ดแวร์ AI ผันผวนหนักขานรับกระแสข่าว Meta และ SoftBank จ่อปล่อยเช่ากำลังประมวลผลส่วนเกิน : เกิดแรงเทขายสลับตัวอย่างหนาหูในกลุ่มหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน AI และผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ หลังจากมีกระแสข่าวลือสะพัดในตลาดหุ้นนิวยอร์กว่า บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Meta Platforms และ SoftBank Group อาจมีแผนการนำกำลังการประมวลผล (Compute Capacity) ส่วนที่เหลือใช้ออกมาเปิดให้เช่าหรือจำหน่ายต่อในตลาดเสรี ซึ่งนักลงทุนคาดการณ์ว่ากรณีดังกล่าวอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้อุปสงค์ชิป AI ชะลอตัวลงชั่วคราวในระยะสั้น . 🏢 SK Hynix ยักษ์ชิปเกาหลีใต้ประกาศกร้าวเตรียมลุย IPO บน Nasdaq สหรัฐฯ ทุ่มเงิน 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ชิงเบอร์หนึ่ง AI Memory : SK Hynix บริษัทผู้ผลิตชิปหน่วยความจำยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ เตรียมเปิดตัวระดมทุนเสนอขายหุ้นครั้งแรก (IPO) บนกระดานหุ้น Nasdaq ของสหรัฐฯ ในวันที่ 10 กรกฎาคมนี้ ซึ่งนับเป็นการทำดีลขายหุ้นครั้งแรกของบริษัทต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ โดยบริษัทมีแผนที่จะนำเม็ดเงินระดมทุนมหาศาลนี้ไปใช้ขยายโครงสร้างพื้นฐานและก่อสร้างโรงงานผลิตชิปแห่งใหม่สองแห่งในเกาหลีใต้ เพื่อผลิตชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) รองรับโปรเซสเซอร์ AI และเร่งปิดช่องว่างมูลค่าหุ้นที่เคยเป็นรองคู่แข่งหลักในสหรัฐฯ อย่าง Micron Technology . 🇯🇵 Micron ตอกเสาเข็มลุยโครงการขยายโรงงานในญี่ปุ่น 9 พันล้านดอลลาร์ ข้ามสะพานเชื่อมพลัง AI แดนปลาดิบ : Micron Technology บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านหน่วยความจำสัญชาติอเมริกัน ได้จัดพิธีวางศิลาฤกษ์เริ่มงานขยายโรงงานครั้งสำคัญในเมืองฮิกาชิฮิโรชิมะ ทางฝั่งตะวันตกของประเทศญี่ปุ่น โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 9.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 1.5 ล้านล้านเยน) โดยโครงการยักษ์ใหญ่นี้จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณอุดหนุนจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นสูงถึง 3.3 พันล้านดอลลาร์ เพื่อมุ่งผลิตชิป DRAM เจนเนอเรชันถัดไปรวมถึงเทคโนโลยีชิป HBM เพื่อรองรับตลาดการประมวลผล AI ร่วมกับคู่ค้าอย่าง Nvidia . 🦊 Hon Hai ยอดขายไตรมาสพุ่งกระฉูด 40% อานิสงส์ความต้องการเซิร์ฟเวอร์ AI ทั่วโลกยังไร้ขีดจำกัด : Hon Hai Precision Industry หรือ Foxconn ยักษ์ใหญ่ผู้ประกอบผลิตภัณฑ์และเซิร์ฟเวอร์ไอทีระดับโลก รายงานยอดขายประจำไตรมาสสองเติบโตทะยานถึง 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แตะระดับ 2.51 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (คิดเป็น 7.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ ปัจจัยผลักดันสำคัญมาจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งของการจัดส่งอุปกรณ์ AI Racks ให้กับพันธมิตรอย่าง Nvidia สวนทางกับตลาดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่วนบุคคลอย่างสมาร์ตโฟนและคอมพิวเตอร์ทั่วไปที่หดตัวลงเล็กน้อย . 🗺️ Citi ขยับเป้าหมายดัชนี S&P 500 ปลายปี 2026 สู่ระดับ 8,100 จุด ชี้กระแส AI หนุนกำไรบริษัทจดทะเบียนโตยาว : Citigroup สถาบันการเงินระดับโลก ได้เปิดเผยรายงานแผนการลงทุน (Roadmap) สำหรับช่วงครึ่งปีหลังของปี 2026 โดยระบุว่าได้ตัดสินใจปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนีหลักอย่าง S&P 500 ปลายปีนี้ขึ้นสู่ระดับ 8,100 จุด ปัจจัยเร่งสำคัญคือวัฏจักรการลงทุนระดับซูเปอร์ไซเคิลในเทคโนโลยี AI (AI-capex super cycle) ซึ่งกำลังผลักดันให้ผลประกอบการและกำไรสุทธิของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในตลาดขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ . 🏦 Seaport Research มั่นใจตลาดสหรัฐฯ ปรับราคาเป้าหมายดัชนี S&P 500 ทะยานเหนือ 8,200 จุด : สถาบันวิจัยการลงทุนชื่อดัง Seaport Research ได้ออกมาแสดงความมั่นใจต่อภาพรวมทิศทางตลาดทุนสหรัฐฯ โดยได้ปรับขึ้นราคาเป้าหมายปลายปีของดัชนี S&P 500 ไปอยู่ที่ระดับ 8,200 จุด โดยให้เหตุผลทางเศรษฐกิจว่า การไหลเข้าของเงินลงทุนในเทคโนโลยีนวัตกรรมและการนำระบบอัตโนมัติเข้ามาปฏิรูปกระบวนการทำงาน จะช่วยให้บริษัทในตลาดจดทะเบียนสามารถเพิ่มผลผลิตและผลักดันกำไรขององค์กรให้ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง . 💼 BlackRock ระส่ำ! ซีอีโอกองทุนเครดิตนอกระบบส่งสัญญาณเตรียมลงจากตำแหน่ง หลังโดนสอบและ NAV ทรุดฮวบ : Phil Tseng ซีอีโอคนเก่งของ BlackRock TCP Capital Corp ซึ่งเป็นธุรกิจพัฒนาธุรกิจจดทะเบียน (BDC) ของเครือข่าย BlackRock ได้เตรียมการก้าวลงจากตำแหน่งผู้นำสูงสุดของกองทุน เนื่องจากกองทุนได้รับผลกระทบทางบัญชีจากการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ลงอย่างรุนแรงถึงสองครั้งในปีนี้ ประกอบกับการสืบสวนและโดนตรวจสอบข้อมูลจากอัยการแขวงแมนแฮตตันของสหรัฐฯ อย่างไร้ความปราณี . ⛽ Crimson Tide หุ้นบวกสดใส ขานรับการขยายสัญญาพันธมิตร Cadent Gas มั่นคงยาวถึงปี 2027 : Crimson Tide บริษัทผู้พัฒนาบริการด้านซอฟต์แวร์เทคโนโลยีรายใหญ่ ประกาศข่าวความสำเร็จในการต่อสัญญาขยายระยะเวลาการให้บริการระบบดิจิทัลกับบริษัท Cadent Gas ซึ่งเป็นโครงข่ายผู้จัดจำหน่ายก๊าซที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักรออกไปอีกเป็นเวลา 12 เดือน ซึ่งทำให้สัญญานี้ยืดอายุการรับรู้รายได้ที่มั่นคงให้กับบริษัทออกไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายนปี 2027 ส่งผลให้เกิดแรงซื้อหุ้นขานรับข่าวดังกล่าวอย่างคึกคัก . 🥵 วิกฤตความร้อนยุโรปพุ่งเกิน 40 องศา ดันยอดขายแอร์ค่ายจีนถล่มทลายส่งผลขาดดุลการค้าพุ่งขึ้นรุนแรง : ความพยายามของสหภาพยุโรปในการควบคุมและลดการขาดดุลการค้ามูลค่ากว่า 3.6 แสนล้านยูโรกับประเทศจีนให้ได้ภายในเดือนตุลาคมนี้กำลังเจออุปสรรคชิ้นสำคัญ เมื่อทวีปยุโรปกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยอุณหภูมิในปารีสพุ่งทะยานทะลุ 40 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ผู้บริโภคชาวฝรั่งเศสและชาวยุโรปหันมาซื้อเครื่องปรับอากาศอย่างเร่งด่วน ซึ่งแบรนด์ที่จำหน่ายส่วนใหญ่เป็นของแบรนด์จีน เช่น Midea รุ่น 'PortaSplit' ซึ่งเป็นแอร์แบบพกพาที่ออกแบบมาไม่ต้องเจาะผนังเพื่อหลีกเลี่ยงกฎระเบียบอนุรักษ์ตึกเก่าของปารีส ที่มียอดสั่งซื้อถล่มทลายกว่า 200,000 เครื่องในปีนี้เป็นสองเท่าของปี 2025 โดยปัจจุบันแบรนด์จีนอย่าง Haier, Gree และ Midea ครองสัดส่วนยอดขายถึง 32% ของยุโรป สะท้อนถึงการเสียเปรียบทางอุตสาหกรรมที่ยากจะปิดดีลแก้ปัญหาในระยะเวลาอันสั้น . 🍔 Uber เบรกแผนขยายปีก Uber Eats ทั่วทวีปยุโรปชั่วคราว หันไปไล่ล่าดีลยักษ์ควบรวม Delivery Hero : Uber Technologies (UBER) ตัดสินใจพักแผนการเปิดตัวและขยายตลาดของ Uber Eats ในยุโรป 5 ประเทศจากเป้าหมาย 7 ประเทศที่มีแผนจะเปิดตัวในปี 2026 เช่น ออสเตรีย นอร์เวย์ และกรีซ เพื่อหันไปทุ่มความสนใจและความพยายามในการยื่นเสนอซื้อและควบรวมกิจการคู่แข่งสัญชาติเยอรมันอย่าง Delivery Hero ด้วยมูลค่าสูงถึง 1.14 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1 หมื่นล้านยูโร) หลังจากที่เคยโดนปฏิเสธข้อเสนอรอบแรกไปเมื่อเดือนพฤษภาคม โดยนักวิเคราะห์คาดว่าการเบรกขยายบริการตัวเองในประเทศดังกล่าวจะช่วยลดข้อกังวลด้านการผูกขาดในภูมิภาคจากสายตาคณะกรรมการควบคุมการค้าของอียู . ✈️ Castlelake บรรลุข้อตกลงซื้อสายการบินประหยัด EasyJet ด้วยข้อเสนอยักษ์มูลค่า 6.9 พันล้านดอลลาร์ : สายการบินราคาประหยัดชั้นนำของสหราชอาณาจักรอย่าง EasyJet ได้ตอบรับในหลักการต่อข้อเสนอซื้อกิจการครั้งล่าสุดของกลุ่มทุน Castlelake มูลค่า 6.9 พันล้านดอลลาร์ (หรือ 5.2 พันล้านปอนด์) หรือคิดเป็น 690 เพนซ์ต่อหุ้น หลังจากที่ EasyJet ปัดข้อเสนอแสนถูกของกลุ่มทุนนี้มาแล้วถึง 4 ครั้งก่อนหน้านี้ โดยสายการบินกำลังเผชิญกับมรสุมทางการเงินจากค่าเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นหลังเหตุการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านและแนวโน้มการจองตั๋วในช่วงฤดูร้อนที่ชะลอตัวลง . 🛫 Citi ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายสายการบิน Wizz Air ขานรับต้นทุนพลังงานปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันโลก : หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบโลกร่วงต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ ทางธนาคาร Citigroup ได้ปรับราคาเป้าหมายของหุ้นสายการบิน Wizz Air เพิ่มขึ้นจาก 1,000 เพนซ์ เป็น 1,200 เพนซ์ เพื่อสะท้อนถึงการปรับลดต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินที่ลดลงอย่างชัดเจน ทว่าทางนักวิเคราะห์ยังคงเลือกคำแนะนำไว้ในระดับเป็นกลาง (Neutral) เนื่องจากภาพรวมอุตสาหกรรมการบินพาณิชย์ยังมีความตึงเครียดและความผันผวนสูงอยู่ . 🧪 BioNTech โบกมือลาฐานการผลิตในเยอรมนี เดินแผนปรับยุทธศาสตร์การผลิตวัคซีนทั่วโลกรับพ้นยุคโควิด : BioNTech บริษัทผู้พัฒนาวัคซีนโควิด-19 ชื่อดัง เตรียมถอนตัวและปิดโรงงานผลิตในประเทศเยอรมนี ได้แก่ โรงงานในเมือง Idar-Oberstein, Marburg และ Tübingen ภายในสิ้นปีนี้ ตลอดจนขายกิจการ JPT Peptide ในเบอร์ลินที่ซื้อมาในปี 2009 เนื่องจากประสบภาวะขาดทุน โดยนี่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับโครงสร้างเพื่อกระจายฐานการผลิตทั่วโลก ท่ามกลางภาวะรายได้รวมของบริษัทลดฮวบลงจากจุดสูงสุดที่ 2.16 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2021 เหลือเพียง 3.4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 หลังจากวัคซีนโควิด Comirnaty ที่พัฒนาร่วมกับ Pfizer ความต้องการในตลาดลดลงอย่างรวดเร็วหลังหมดระยะเวลาแพร่ระบาด . 🪐 New Street Research มองอุตสาหกรรมอวกาศเติบโตแตะ 16 ล้านล้านดอลลาร์ หนุนประเมินมูลค่า IPO ของ SpaceX : New Street Research ได้ออกบทวิเคราะห์ระดับลึกประเมินว่า ตลาดอุตสาหกรรมอวกาศทั่วโลกจะมีมูลค่าทะยานพุ่งสูงถึง 16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2045 ซึ่งการประเมินอนาคตที่สดใสนี้จะกลายเป็นเสาหลักสำคัญในการเพิ่มความน่าเชื่อถือและดันมูลค่าตลาดให้แก่นักเก็งกำไรในดีลประวัติศาสตร์การเตรียมเสนอขายหุ้น IPO ของบริษัทสำรวจอวกาศยักษ์ใหญ่ SpaceX ของอีลอน มัสก์ ที่กำลังจะระดมทุนในเร็ว ๆ นี้ . 🍿 ทัพสมุนเหลืองป่วนบ็อกซ์ออฟฟิศ! 'Minions & Monsters' ถล่มยอดฉายวันหยุด 4 กรกฎาคมไป 61 ล้านดอลลาร์ : ภาพยนตร์แอนิเมชันตอนใหม่ล่าสุดอย่าง 'Minions & Monsters' ผลงานสร้างของ Chris Meledandri แห่งสตูดิโอ Illumination และจัดจำหน่ายโดย Universal Pictures เครือ Comcast ก้าวขึ้นแท่นเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับหนึ่งประจำสัปดาห์วันหยุดวันชาติสหรัฐฯ ไปด้วยมูลค่ารายได้เปืดตัวกว่า 61.4 ล้านดอลลาร์ในตลาดสหรัฐฯ และแคนาดา ตอกย้ำถึงความสำเร็จและเป็นหนึ่งในเสาหลักอุตสาหกรรมบันเทิงที่น่าเชื่อถือที่สุด โดยแฟรนไชส์นี้ทำรายได้สะสมทั่วโลกไปแล้วมากกว่า 5.6 พันล้านดอลลาร์นับตั้งแต่เปิดตัว Despicable Me ภาคแรกในปี 2010 . . #TAMEIG #CrisisTeller #TheDarksideตลาดหุ้นไทย #Thetraders #หุ้นไทย #ทำไงมีเงินใช้ตลอดชีวิต . =========== หนังสือ ทำไง? มีเงินใช้ตลอดชีวิต . หนังสือที่รวบรวม 8 กูรู 8 สไตล์การออมและการลงทุน พร้อมวิธีแบบ step-by-step ครอบคลุมทั้งอสังหาฯ หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ กองทุน ETF DR กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน . สั่งซื้อได้แล้วตั้งแต่วันนี้ผ่าน Comment ด้านล่าง . SHOPEE BOOKZONE: s.shopee.co.th/2BAd7lJC6h SE-ED: s.shopee.co.th/LiywOQApM LAZADA SE-ED: s.lazada.co.th/s.ZW29xA . =========== . “หุ้นไทย” หนังสือจากพี่เบียร์ วนนท์ วรรณป้าน — เทรดเดอร์ตัวจริงที่กลั่นประสบการณ์กว่า 10 ปี ถ่ายทอดร่วมกับ อิก บรรพต⁣ ⁣ เล่มนี้ไม่ได้แค่สอนเทรด แต่เล่า “ชีวิตของนักเทรด”⁣ จากผู้รอด...สู่ผู้ชนะ ด้วยแนวคิด Survival Trader และกลยุทธ์ Day Trend⁣ ⁣ “หุ้นไทย” — ไม่ใช่แค่คู่มือ แต่คือเข็มทิศชีวิตของเพื่อนๆ ที่อยากเทรดอย่างเข้าใจ และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ⁣. ลิงค์สั่งซื้อ อยู่ใน comment . คลิกสั่งซื้อทาง Thanonlongtun Shop ในราคา 650 บาท⁣ shop.thanonlongtun.com/.../b… ⁣ ⁣. คลิกสั่งซื้อทาง Shopee ในราคา 790 บาท th.shp.ee/ZsNCTRK ============ 📣หนังสือ “CRISIS TELLER“ ปรัชญาของชายเดินดิน ที่ขมวดโลกทั้งใบให้คนไทยได้รู้เท่าทัน⁣ ⁣. อ.ทวีสุข ธรรมศักดิ์ สัมภาษณ์โดย อิก บรรพต ธนาเพิ่มสุข, AFPTtm⁣ ⁣. ครั้งแรกของการเปิดเผยเรื่องราวของตำนานที่ยังมีชีวิต ที่ผ่านวิกฤตมานับครั้งไม่ถ้วน ด้วยความมุ่งมั่น ความหวัง และการไม่ยอมแพ้⁣ ⁣. CRISIS TELLER หนังสือที่จะจุดไฟ และเติมแรงบันดาลใจ ด้วยปรัชญาของชายเดินดิน ที่จะทำให้เราทุกคนเชื่อว่าชีวิตที่ล้มได้ ก็ลุกขึ้นมาได้เช่นกัน⁣ ⁣. คลิกเพื่อสั่งซื้อ 👉🏻 shop.thanonlongtun.com/shop/…
32
67
9,217
naklongpoong
Nokia เข้าร่วมโครงการระบบต่อต้านโดรนระดับชาติของฟินแลนด์ Nokia $NOK ถูกพูดถึงอีกครั้งในเชิง “defense network infrastructure” หลังเข้าร่วมคอนซอร์เทียมที่นำโดยหน่วยงาน Border Guard ของฟินแลนด์ เพื่อพัฒนาระบบ counter-drone ทั่วประเทศ 🛡️ โครงการนี้คืออะไร Nokia จะรับบท พัฒนาระบบเครือข่ายอัจฉริยะ (intelligent network solution) เชื่อมต่อยานพาหนะลาดตระเวน เรือ และเซ็นเซอร์ ทำให้ข้อมูลส่งแบบ real-time เพิ่มความสามารถในการสั่งการและประสานงานแบบ multi-domain เป้าหมายหลัก สร้างระบบป้องกันประเทศจากภัยโดรน เพิ่ม situational awareness ให้เจ้าหน้าที่ รองรับภัยคุกคามที่ซับซ้อนมากขึ้นจากเทคโนโลยีโดรนที่แพร่หลาย Timeline โครงการ มีการติดตั้ง evaluation platform เริ่มทดสอบจริงช่วง ปี 2027–2028 ตั้งเป้าเป็นระบบโครงสร้างพื้นฐานความมั่นคงระยะยาว บทบาทของ Nokia ในภาพใหญ่ Nokia ตอนนี้ไม่ได้เป็นแค่บริษัทมือถือยุคเก่าแล้ว แต่กลายเป็น ผู้เล่นด้าน network infrastructure 5G / fiber / cloud / data center และเริ่มเข้า defense security networks 👉 เป็นการ reposition จาก “telco legacy” → “critical network defense tech” ภาพรวม ข่าวนี้สะท้อน 2 เทรนด์ใหญ่ Defense tech counter-drone systems กำลังโต โครงข่ายสื่อสารกลายเป็น “อาวุธเชิงยุทธศาสตร์”
176
yokekung
รู้จัก หลักสูตร “AI Master for Media by True” คอร์สพิเศษเพื่อสื่อยุค AI ปลดล็อกพลัง AI อัปสกิลสื่อสาร ทำงานเร็วขึ้น คิดลึกขึ้น และสร้างสรรค์อย่างรับผิดชอบ ทรู x ทรู ดิจิทัล อคาเดมี เปิดการอบรมหลักสูตรพิเศษ “AI Mastery for Media by True” ที่ออกแบบขึ้นสำหรับสื่อมวลชนโดยเฉพาะ ภายใต้แนวคิด “ทำงานเร็วขึ้น คิดได้ลึกขึ้น สร้างสรรค์มากขึ้น ด้วย AI ที่เหมาะกับการนำเสนอข่าว” โดยมีสื่อมวลชนจากองค์กรวิชาชีพ อาทิ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สำนักข่าวอิศรา สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ (ITPC) สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ และสำนักข่าวชั้นนำของไทยเข้าร่วมจำนวน 30 คน ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค (ฝั่งเวสต์) โดยมีผู้บริหารทรู คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น พร้อมด้วย คุณพิมลพรรณ ศิริวงศ์วานงาม หัวหน้าสายงานสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และ คุณชัดชนัญญ์ คงเดชะกุล หัวหน้าฝ่ายธุรกิจและการเติบโตแบบบูรณาการ ทรู ดิจิทัล อคาเดมี ร่วมต้อนรับสื่อมวลชนและเปิดเส้นทางการเรียนรู้ครั้งสำคัญ เพื่อเตรียมความพร้อมให้สื่อไทยสามารถนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน เพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำ ตั้งแต่การค้นหาและจัดการข้อมูล การวิเคราะห์ประเด็นอย่างรอบด้าน ไปจนถึงการสร้างสรรค์งานข่าวที่ทันต่อเหตุการณ์ ควบคู่กับความถูกต้อง ตรวจสอบข้อเท็จจริง ใช้ข้อมูลอย่างรับผิดชอบ และมีจริยธรรมทางวิชาชีพ การเปิดหลักสูตร “AI Master for Media by True” ให้แก่สื่อมวลชน ครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของทรู คอร์ปอเรชั่น ในการนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาทักษะดิจิทัลมาสร้างคุณค่าให้แก่สังคม สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “Big Moves 2026” ที่กำหนดให้ AI เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น AI-First Organization ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ AI for All เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก AI, AI as a Growth Engine เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจ และ AI-Powered Operations เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน ภายใต้หลัก Responsible AI ที่ให้ความสำคัญกับจริยธรรม ความโปร่งใส และความปลอดภัยของข้อมูล
201
thestandardth
ผบ.ตร.สั่งยกระดับล่าเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ ขยายผลคดีแอร์โฮสเตสสาวถึงผู้บงการ วันนี้ (5 กรกฎาคม) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและเป็นระบบ ตามนโยบาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ‘บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล’ มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศอ.ปส.ตร.) ยกระดับการดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติดในลักษณะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยมุ่งเป้าการสืบสวนไปยังผู้บงการ นายทุน และเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่เพียงผู้ทำหน้าที่ลำเลียงยาเสพติด พร้อมเน้นย้ำสั่งการให้หน่วยต่าง ๆ เร่งรัดสืบสวนขยายผลเครือข่ายรายใหญ่ โดยเฉพาะขบวนการลำเลียงจากแนวชายแดนสู่พื้นที่ตอนใน ประสานความร่วมมือทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เดินหน้า ‘กดดันทุกมิติ’ ทั้งสืบสวน ขยายผล ปราบปราม ยึดทรัพย์ และสกัดกั้นการลักลอบลำเลียง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและลดผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยรักษามาตรฐานการทำงานอย่างมืออาชีพ โปร่งใส และยึดกฎหมายเป็นหลัก ล่าสุด คดีลักลอบลำเลียงยาเสพติดข้ามชาติ ซึ่งมีแอร์โฮสเตสไทยถูกจับกุมที่ประเทศออสเตรเลีย ได้ยกระดับคดีเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนขยายผลถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง สามารถจับกุมผู้ต้องหามือแพ็กยาเสพติด พร้อมขยายผลการสืบสวนจนทราบว่า รับกระเป๋าบรรจุยาเสพติดที่ อ.เชียงคำ จ.พะเยา ก่อนนำมาพักเก็บไว้ในห้องพัก จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งจากการตรวจค้นห้องพักพบของกลางเป็นกระเป๋าลายช้างและคราบเฮโรอีน จากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งสืบสวนขยายผลต่อเนื่องถึงผู้ว่าจ้างและผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการ จากแนวทางการสืบสวนพบว่า คดีดังกล่าวอาจมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายลักลอบส่งยาเสพติดระหว่างประเทศ จึงเตรียมดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในข้อหา ‘มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ’ สำหรับความคืบหน้าการดำเนินการเกี่ยวกับคดีดังกล่าวของสำนักงานตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประสานงานอย่างใกล้ชิด ล่าสุด AFP ระบุว่า ปัจจุบันของกลางที่ตรวจยึดทั้งหมดอยู่ระหว่างการส่งตรวจพิสูจน์ในห้องปฏิบัติการ เพื่อยืนยันน้ำหนักสุทธิ และจัดทำรายงานผลการตรวจพิสูจน์อย่างเป็นทางการ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ด้านการสืบสวนขยายผลแบบไร้รอยต่อนี้ แสดงให้เห็นถึงการยกระดับขีดความสามารถในการสืบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เน้นการขยายผลแบบกัดไม่ปล่อย โดยไม่จบเพียงการจับกุมผู้กระทำผิดซึ่งหน้า เช่น การจับกุมแอร์โฮสเตส หรือการตรวจยึดยาเสพติดล็อตแรก แต่ตำรวจมีการตั้งคณะทำงานบูรณาการหลายภาคส่วน อาทิ ศอ.ปส.ตร. กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และกองบัญชาการตำรวจนครบาล สาวไปถึงเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง ยุทธศาสตร์นี้เป็นการรุกฆาตเครือข่ายอาชญากรรมอย่างเป็นระบบ โดยใช้การบูรณาการข้อมูลข่าวกรอง พยานหลักฐาน การวิเคราะห์เส้นทางการเงิน การพิสูจน์หลักฐาน และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายตั้งแต่ผู้จัดหา ผู้แพ็ก ผู้ลำเลียง ผู้ประสานงาน ไปจนถึงผู้สั่งการและผู้รับผลประโยชน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอยืนยันว่า การสืบสวนคดีนี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น ทั้งการขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการในประเทศไทยและต่างประเทศ การติดตามเส้นทางการเงิน รวมถึงการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนตามพยานหลักฐาน โดยจะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร #TheStandardNews
2
8
20
5,210
kru_tun
ความสำเร็จของความเท่าเทียมไม่ได้หยุดอยู่แค่การเรียกร้องสิทธิทางสังคม แต่วัดจากการเปลี่ยนความหลากหลายให้กลายเป็น "ยุทธศาสตร์ชาติ" และ "ขีดความสามารถทางการแข่งขัน" ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง ทาง Thailand Pride Economy Forum 2026 ขอขอบคุณ ครูธัญ-ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ย้ำให้เห็นว่า Pride Economy คือการเตรียมความพร้อมของประเทศเพื่อก้าวสู่การเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 ซึ่งไม่เพียงแต่จะดึงดูดเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 75,000 ล้านบาท แต่ยังเป็นการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Inclusive City อย่างแท้จริง มุมมองนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ Pride Economy 365™ มีความหมาย เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติที่โอบรับความหลากหลายอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อเมืองมีความพร้อมและเปิดกว้าง (Readiness) นักลงทุนและนักท่องเที่ยวระดับโลกจะเชื่อมั่น เม็ดเงินจะถูกอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และประเทศไทยจะมีศักยภาพการแข่งขันที่มากกว่าแค่ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวทั่วไป ร่วมกันขับเคลื่อน Pride Economy 365™ PrideEconomy.org #ThailandPrideEconomyForum2026 #PrideMove #WorldPride2030 #InclusiveCity #PrideEconomy365
3
225
mpsorasak
[วิเคราะห์พื้นที่ทับซ้อน (OCA) ไทย-กัมพูชา: ก้าวข้ามอารมณ์ชาตินิยม สู่ความจริงทางกฎหมายและเศรษฐศาสตร์] เมื่อพูดถึงข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (OCA) ระหว่างไทยและกัมพูชา สังคมมักถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งทางอารมณ์และวาทกรรมชาตินิยม ซึ่งในทางยุทธศาสตร์แล้ว การใช้กระแสชาตินิยมขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศมักสร้างสภาพแวดล้อมที่เปราะบาง และบีบให้ช่องทางการทูตทำงานได้ยากขึ้น เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของชาติ เราควรทำความเข้าใจปัญหานี้ผ่านมุมมอง "เศรษฐศาสตร์พลังงาน" และ "นิติศาสตร์กฎหมายทะเลสากล (UNCLOS)" อย่างเป็นเหตุเป็นผล เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนที่สุด ▪︎ มิติทางเศรษฐศาสตร์: พื้นที่ OCA ไม่ใช่แค่ผืนน้ำว่างเปล่า แต่เป็นแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ จากการประเมินของสถาบันที่ปรึกษาด้านพลังงานระดับโลก พื้นที่นี้มีก๊าซธรรมชาติซ่อนอยู่ถึง 11.9 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต (Tcf) คอนเดนเสท 343 ล้านบาร์เรล และน้ำมันอีก 349 ล้านบาร์เรล มูลค่ามหาศาล: คาดการณ์ว่าจะมีกระแสเงินสดจากต้นน้ำ (Upstream Gross Cash Flow) สูงถึงเกือบ 1.72 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ตลอดอายุโครงการ ▪︎ ทางรอดของไทย: หากไทยได้ใช้ก๊าซจากแหล่งนี้ จะช่วยทดแทนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีราคาแพง ช่วยประหยัดงบประมาณประเทศได้มหาศาลกว่าแสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ในระยะยาว ตัวเลขระดับแสนล้านนี้ทำให้หลายฝ่ายเสนอว่า "ให้พักเรื่องเขตแดนไว้ก่อน แล้วรีบขุดทรัพยากรขึ้นมาแบ่งกัน" เพื่อแก้ปัญหาพลังงานแพง แต่ในมิติทางนิติศาสตร์และวิศวกรรมปิโตรเลียม นี่คือ เป็นข้อเสนอที่อันตรายที่สุด ▪︎ มิติทางกฎหมายและวิศวกรรมปิโตรเลียม: ทำไม "เขตแดนต้องมาก่อน" (Delimitation First)? การทำข้อตกลงพัฒนาร่วมโดยไม่กำหนดเส้นเขตแดนให้ชัดเจน มีความเสี่ยงร้ายแรงในประเด็นหลัก ดังนี้: 1. ความจริงใต้ทะเล: ทำไม "ต่างคนต่างขุด" ถึงเป็นการทำให้เสียผลประโยชน์ที่พึงได้ ในความเป็นจริงทางธรณีวิทยา โครงสร้างแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไม่ได้ถูกกั้นด้วยเส้นเขตแดน หากปล่อยให้เขตแดนคลุมเครือแล้วใช้วิธี "ต่างคนต่างขุด" ในฝั่งของตน จะเกิดปรากฏการณ์แย่งกันสูบน้ำมันและก๊าซ ซึ่งจะทำลายแรงดันในชั้นหิน (Reservoir Pressure) ส่งผลให้น้ำมัน/ก๊าซส่วนใหญ่ติดค้างอยู่ใต้ดินและสูญเสียไปอย่างถาวร ด้วยเหตุนี้ กฎหมายสากลอย่างอนุสัญญา UNCLOS มาตรา 150(b) จึงได้บัญญัติหลักการสำคัญเรื่อง "การหลีกเลี่ยงการสูญเสียทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์" (Avoidance of unnecessary waste) เอาไว้อย่างชัดเจนและเป็นบรรทัดฐานสากลจึงบังคับให้ต้องทำ "ข้อตกลงรวมหน่วยผลิต" (Unitisation Agreement) เพื่อตั้งผู้ดำเนินการรายเดียวเข้ามาบริหารแหล่งก๊าซข้ามแดนแบบเบ็ดเสร็จเป็นผืนเดียว 2. กฎทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป (The Jeopardy Clause) และการแช่แข็งการขุดเจาะ ตาม UNCLOS มาตรา 74(3) และ 83(3) อนุญาตให้รัฐทำข้อตกลงชั่วคราวได้ แต่มีกฎเหล็กคือต้อง "ไม่ขัดขวางหรือเป็นอุปสรรคต่อการตกลงเขตแดนขั้นสุดท้าย" เนื่องจากก๊าซและน้ำมันเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป ประเทศไทยสามารถใช้หลักกฎหมายข้อนี้ร่วมกับมาตรา 150(b) เป็นข้อเจรจาต่อรอง เพื่อไม่ให้กัมพูชาอนุมัติสัมปทานฝ่ายเดียวได้ โดยให้เหตุผลว่าตราบใดที่ยังไม่มีข้อตกลงเขตแดนถาวรและ Unitisation การขุดเจาะใดๆ ย่อมเป็นการทำลายมูลค่าทรัพยากรและขัดขวางข้อตกลงเขตแดนขั้นสุดท้ายอย่างร้ายแรง ▪︎ ยุทธศาสตร์ Unitisation (การรวมหน่วยผลิต): บรรทัดฐานสากลจัดการแหล่งก๊าซคร่อมเขตแดน นอกจากคดีประวัติศาสตร์อย่าง Timor Sea Conciliation แล้ว ในทางปฏิบัติและนิติศาสตร์กฎหมายทะเลระหว่างประเทศ มีการนำหลักการ Unitisation และการจัดตั้งเขตพัฒนาร่วมมาใช้กับแหล่งปิโตรเลียมที่คร่อมเส้นเขตแดนอย่างกว้างขวางทั่วโลก นี่คือตัวอย่างสำคัญในเวทีสากลที่ฝ่ายไทยสามารถนำมาอ้างอิงเป็นบรรทัดฐานได้ ▪︎ โมเดลการประนอมสากล: Jan Mayen Conciliation (Iceland v. Norway, 1981) เป็นคดีที่ใกล้เคียงกับกรณีไทย-กัมพูชามากที่สุด คณะกรรมาธิการประนอมข้อพิพาทได้เสนอให้จัดตั้ง "Joint Development Zone" ครอบทับพื้นที่ที่มีศักยภาพ โดยระบุชัดเจนว่า หากพบแหล่งปิโตรเลียมที่มีโครงสร้างทางธรณีวิทยาคร่อมเส้นเขตแดนถาวร คู่ภาคี "ต้อง" (Shall) ทำความตกลง Unitisation ร่วมกัน เพื่อป้องกันแรงดันหลุมเสียหายตามหลักวิศวกรรมปิโตรเลียม โมเดลทะเลเหนือ: Frigg Field Agreement (UK / Norway, 1976) เป็นต้นแบบของการทำ Cross-Border Unitisation ทั้งสองประเทศตกลงกันว่าห้ามต่างคนต่างขุด เพราะจะสูญเสียก๊าซโดยเปล่าประโยชน์ จึงลงนามรวมแหล่งก๊าซนี้เป็นหน่วยเดียว โดยแต่งตั้งบริษัทเอกชนรายเดียวเป็นผู้ดำเนินการ และแบ่งปันรายได้ตามสัดส่วนปริมาณสำรอง (Reserves) ที่พิสูจน์ได้ในฝั่งของตน โมเดลอเมริกาเหนือ: Troika Field (USA / Mexico, 2012) ในอ่าวเม็กซิโก ทั้งสองประเทศได้ทำความตกลง Transboundary Hydrocarbon Reservoirs Agreement วางกฎเหล็กว่า หากพบแหล่งปิโตรเลียมคร่อมเส้นเขตแดน ห้ามอนุญาตให้ขุดเจาะฝ่ายเดียว แต่บังคับให้บริษัทสัมปทานต้องมารวมหน่วยผลิตและแบ่งปันข้อมูลธรณีฟิสิกส์อย่างโปร่งใส โมเดลแอฟริกาตะวันตก: Greater Tortue Ahmeyim (Mauritania / Senegal, 2018) เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน ทั้งสองประเทศได้ประกาศทำ Unitisation 50/50 ทันทีในแหล่งก๊าซที่คร่อมเขตแดน เพื่อเปิดทางให้เอกชนสามารถพัฒนาโครงการและส่งออกก๊าซ LNG นำเงินเข้าพยุงเศรษฐกิจได้สำเร็จ การนำบรรทัดฐานสากลมาปรับใช้เชิงยุทธศาสตร์สำหรับไทย จากตัวอย่างสากลและการประนอมข้อพิพาทคดีทะเลติมอร์ที่นำไปสู่ "แพ็กเกจที่ครอบคลุม" (Comprehensive Package) ทีมไทยสามารถใช้เป็นเหตุผลในเวที Compulsory Conciliation ภายใต้ UNCLOS ว่า: 1. การแบ่งเขตและการรวมหน่วยต้องเดินคู่กัน: ในระดับสากล ไม่ว่าจะมีเส้นเขตแดนที่ชัดเจนแล้วหรือยังไม่มี หากโครงสร้างไฮโดรคาร์บอนคร่อมแผ่นดิน การทำ Unitisation คือภาคบังคับทางเทคนิคกฎหมายและวิศวกรรมเสมอ ไม่สามารถอ้างเอกสิทธิ์ขุดฝ่ายเดียวได้ 2. ปกป้องผลประโยชน์ด้วยข้อมูลธรณีวิทยา: ในระบบ Unitisation สากล ส่วนแบ่งรายได้จะไม่ใช่การแบ่งการเมืองแบบ 50/50 ลอยๆ เสมอไป แต่จะแบ่งตาม "สัดส่วนเนื้อก๊าซ/น้ำมันที่แท้จริงใต้ดิน" (Percentage of oil/gas in place) ไทยสามารถใช้เทคนิคนี้สร้างอำนาจต่อรองว่า หากเนื้อก๊าซส่วนใหญ่อยู่ในเขตอธิปไตยของไทย การแบ่งปันก็ต้องเป็นไปตามความจริงทางวิทยาศาสตร์ 3. การจัดทัพเจรจาด้วยทีมสหวิชาชีพ: ในกระบวนการประนอมข้อพิพาทภายใต้ UNCLOS การตัดสินใจแบ่งปันผลประโยชน์ที่มีมูลค่ามหาศาลนั้น ไม่อาจพึ่งพานักกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องถูกขับเคลื่อนด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนพัฒนาปิโตรเลียม (oil and gas development planning) ที่ประเมินบนฐานของมาตรฐานอุตสาหกรรมปิโตรเลียม (international best oilfield practice) และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (comparative economics) อย่างแท้จริง ▪︎ ข้อได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ของไทย: โครงสร้างพื้นฐาน การคุมเกมสัมปทานด้วย "โครงสร้างพื้นฐาน" (Applicable Law): ประเทศไทยมีเครือข่ายโรงแยกก๊าซ (GSP) ถึง 6 แห่ง ซึ่งเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ที่พร้อมรองรับทรัพยากรอยู่แล้ว ไทยต้องใช้ความได้เปรียบนี้เป็นแต้มต่อว่า หากจะมีการตั้งเขตระบอบพิเศษ ระบบการควบคุมการผลิตจะต้องอิงกับมาตรฐานความปลอดภัยและระบบกฎหมายของไทยเป็นหลัก ▪︎ การจัดการกับข้อพิพาทนี้ สังคมไทยควรสนับสนุน "การทูตที่แนบเนียน สงบเงียบแต่มั่นคง" (Discrete Diplomacy) ยุทธศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดคือการยืนหยัดในหลักการ "ต้องเจรจาขีดเส้นเขตแดนให้ชัดเจนก่อน (Delimitation First)" เพื่อสร้าง "ความแน่นอนทางกฎหมายขั้นสูงสุด" หากพบว่ามีแหล่งก๊าซคร่อมเส้นเขตแดน จึงค่อยนำแนวทางระบอบพิเศษและ Unitisation มาบังคับใช้ตามกฎหมาย เราสามารถมีทางออกที่ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันได้ แต่รากฐานของการพัฒนาร่วมนั้นจะต้องตั้งอยู่บน "ความชัดเจนของอธิปไตยที่ถาวร" และ "การเคารพกฎกติกาสากลในการรักษาทรัพยากร" เท่านั้น เพื่อปกป้องความมั่งคั่งให้คนไทยรุ่นต่อไปอย่างรัดกุมที่สุด #สรศักดิ์ #สรศักดิ์สมรไกรสรกิจ #พรรคประชาชน #OCA #ไทยกัมพูชา #UNCLOS #UNITISATION
376