Filter
Exclude
Time range
-
Near
naklongpoong
Lake Street คงคำแนะนำ $ONDS ที่ Buy ราคาเป้าหมาย $19 ความเห็นจากนักวิเคราะห์ "Lake Street มองว่าแผนการเข้าซื้อกิจการ Cyberhawk ถือเป็นการต่อยอดเชิงกลยุทธ์ที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง โดยทางสำนักวิเคราะห์ได้เน้นย้ำถึงดีลซื้อขายมูลค่า 125 ล้านดอลลาร์ในครั้งนี้ว่า จะเป็นการใช้เงินสดเป็นแหล่งเงินทุนหลักในสัดส่วนประมาณ 95% นอกจากนี้ Lake Street ยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า กลุ่มผู้บริหารระดับสูงของ Cyberhawk จะนำเงินที่ได้จากดีลนี้ราว 5 ล้านดอลลาร์ กลับมาซื้อเพื่อถือครองหุ้นสามัญของ Ondas อีกด้วย" นักวิเคราะห์ ไม่ระบุชื่อ
52
naklongpoong
Lake Street คงคำแนะนำ $QUBT ที่ Buy คงราคาเป้าหมายที่ $16 ความเห็นจากนักวิเคราะห์ "เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน QCi ได้ประกาศเสร็จสิ้นการเข้าซื้อกิจการ NHanced Semiconductors, Inc. ด้วยมูลค่าการจ่ายรวมที่เป็นเงินสดและหุ้น QCi คิดเป็นมูลค่า 73.1 ล้านดอลลาร์ และอาจมีส่วนปรับปรุงมูลค่าในภายหลัง พร้อมด้วยโบนัสตามผลประกอบการเพิ่มเติมอีกสูงสุด 72.0 ล้านดอลลาร์ เรามองว่าดีลนี้เป็นการต่อยอดที่แข็งแกร่งจากการเข้าซื้อกิจการ Luminar Semiconductor ที่เสร็จสิ้นไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจะช่วยขยายขีดความสามารถด้านการผลิตอุปกรณ์แสงและเทคโนโลยีแพ็กเกจจิ้งชิปขั้นสูงให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ฝ่ายบริหารกำลังวางตำแหน่งของดีลนี้ให้เป็นเสมือนการเปิดตัวโรงงานแห่งที่สอง ซึ่งถือว่ามาเร็วกว่ากำหนดการเดิมของบริษัทอยู่หลายปี เราเชื่อว่าการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านของ QCi จากโมเดลธุรกิจที่เน้นการวิจัยและทำตัวต้นแบบ ไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ที่ขยายขนาดได้ โดยจะได้รับการเติมเต็มทั้งในด้านความเชี่ยวชาญการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์แสงขนาดนาโน เทคโนโลยีแพ็กเกจจิ้งขั้นสูง รวมถึงทีมวิศวกรที่มีความสามารถเฉพาะทาง แม้ว่าผลตอบแทนทางการเงินจากดีลนี้จะยังไม่สามารถวัดค่าออกมาเป็นตัวเลขได้ในตอนนี้ แต่เราเชื่อว่ามูลค่าเชิงกลยุทธ์นั้นมีความสำคัญอย่างมีนัยสำคัญ เราจึงยืนยันคำแนะนำซื้อและคงราคาเป้าหมายไว้ที่ $16" นักวิเคราะห์ Maxwell Michaelis
38
curioverse_th
SpaceX เพิ่งจะเข้าดัชนี Nasdaq 100 สัปดาห์นี้ หลังจาก IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่นักวิเคราะห์บางคนบอกว่าระวังด้วยนะ เพราะการเข้าดัชนี Nasdaq 100 ไม่ได้แปลว่าราคาหุ้นจะพุ่งเสมอไป
1
1
19
Eig_Banphot
⁣ Monroe Trout เป็นอีกคนที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงในวงกว้างเท่าชื่อดังบางคน แต่ในโลกของเทรดเดอร์มืออาชีพ เขาคือคนที่ถูกมองว่าน่าทึ่งมากคนหนึ่ง เขาเริ่มต้นจากการได้งานหน้าร้อนกับเทรดเดอร์ตั้งแต่อายุ 17 ปี หน้าที่ในตอนนั้นฟังดูธรรมดามาก คือคีย์ข้อมูลราคาจากหนังสือพิมพ์ลงคอมพิวเตอร์ แต่จุดเริ่มต้นเล็กๆ แบบนี้กลับกลายเป็นประตูที่พาเขาเข้าสู่โลกของการมองตลาดด้วยข้อมูลอย่างจริงจัง ต่อมาเขาเรียนเศรษฐศาสตร์ที่ Harvard ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับ stock index futures แล้วเข้าสู่โลกการเทรดเต็มตัว⁣ ⁣ =========⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣ 📷 “หุ้นไทย” หนังสือจากพี่เบียร์ วนนท์ วรรณป้าน — เทรดเดอร์ตัวจริงที่กลั่นประสบการณ์กว่า 10 ปี ถ่ายทอดร่วมกับ อิก บรรพต⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣ ⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣ 📷 สามารถสั่งซื้อ หนังสือ หุ้นไทย ได้แล้ววันนี้⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣ ⁣ =========⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣⁣ 📷 ข้อมูลสาธารณะที่ถูกรวบรวมไว้เล่าว่า ในช่วงวัยยี่สิบของเขา มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เขาทำกำไรได้ 69 จาก 79 เดือน และหลังจากนั้นเขาก็ตั้งบริษัท Trout Trading ในปี 1986 ก่อนเกษียณจากการเทรดเชิงรุกในวัย 40 ปี โดยมีรายงานว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิของเขาเกิน 900 ล้านดอลลาร์ เรื่องของเขาจึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของคนเก่งคณิตศาสตร์ แต่เป็นเรื่องของคนที่เอาความเป็นระบบมาทำงานกับตลาดได้จริงในระดับสูงมาก⁣ ⁣ 📷 สิ่งที่เด่นในวิธีของ Trout คือเขาไม่ได้พึ่งสัญชาตญาณเป็นหลัก เขาให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์เชิงสถิติ การจดจำรูปแบบ และการตัดสินใจที่มีวินัยสูงมาก นี่ทำให้เขาดูต่างจากภาพจำของเทรดเดอร์ที่ใช้อารมณ์หรือไหวพริบเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว เขาเป็นตัวแทนของโลกที่เชื่อว่า ถ้ารู้ว่าตัวเองกำลังมองหาอะไร และรู้ว่าความได้เปรียบอยู่ตรงไหน การเทรดก็ไม่จำเป็นต้องเป็นการพนัน⁣ ⁣ 📷 บทเรียนจาก Trout ชัดมากตรงที่ ตลาดไม่จำเป็นต้องตอบแทนคนที่ตื่นเต้นที่สุด แต่มักตอบแทนคนที่มีระบบชัดที่สุด การชนะ 69 จาก 79 เดือนไม่ได้บอกว่าเขาไม่เคยผิด แต่บอกว่าเขาคงมีกรอบการตัดสินใจที่เสถียรพอจะไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดไม่กี่ครั้งลากทั้งเกมพัง คนจำนวนมากแพ้ตลาดไม่ใช่เพราะไม่มีไอเดีย แต่เพราะทุกครั้งที่กดดัน วิธีคิดจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายตัวเองก็ไม่รู้ว่ากำลังเล่นเกมอะไรอยู่⁣ ⁣ อีกอย่างที่เรื่องของเขาชวนคิดคือ จุดเริ่มต้นที่เล็กมากไม่ได้เป็นอุปสรรคเสมอไป บางทีการเริ่มจากงานเล็กๆ อย่างการป้อนข้อมูล กลับทำให้เขาเห็นแก่นของตลาดในแบบที่คนรีบรวยไม่ทันได้เห็น เขาได้เรียนรู้ก่อนว่าเบื้องหลังการเคลื่อนไหวของราคา คือข้อมูล พฤติกรรม และความน่าจะเป็น ไม่ใช่เวทมนตร์อะไรเลย พอเข้าใจแบบนี้ การเติบโตของเขาจึงดูเป็นผลของการสะสมความแม่นยำมากกว่าการเสี่ยงโชค⁣ ⁣ 📷 ถ้าจะหยิบแนวคิดของ Trout มาใช้กับชีวิตและการลงทุน สิ่งที่มีค่ามากคือการสร้างระบบของตัวเองให้ชัดขึ้น เราอาจไม่ได้ต้องเป็นสาย quant หรือเขียนโมเดลซับซ้อนแบบมืออาชีพ แต่เราควรรู้ว่าเราตัดสินใจจากอะไร ผิดเพราะอะไร และจะหยุดตรงไหนเมื่อสิ่งที่คิดไว้ไม่เป็นจริง คนที่พัฒนาได้เร็วในระยะยาว มักไม่ใช่คนที่มีแรงบันดาลใจตลอดเวลา แต่คือคนที่มีกรอบซึ่งพาตัวเองผ่านวันที่อารมณ์ไม่พร้อมไปได้ด้วย⁣ ⁣ #หุ้นไทย #BeerVanon #TAMEIG #EIG #ลงทุนเพราะอยากมีเงินใช้ตลอดชีวิต
697
naklongpoong
Wolfe Research คงคำแนะนำ $MSFT ที่ Outperform ปรับลดราคาเป้าหมายเป็น $525 ความเห็นจากนักวิเคราะห์ "ข่าวราคาหน่วยความจำที่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ รวมถึงบทวิเคราะห์ผลประกอบการล่าสุดของ Micron $MU ได้ส่งผลให้เราต้องปรับเพิ่มประมาณการงบลงทุน (Capex) ในปีงบประมาณ 2027 ของ Microsoft ขึ้นไปอีก ซึ่งเดิมทีตัวเลขของเราก็สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (Consensus) อยู่แล้ว ทั้งนี้เพื่อสะท้อนถึงต้นทุนชิ้นส่วนที่สูงขึ้นในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI การปรับเปลี่ยนตัวเลขในโมเดลครั้งนี้ทำให้คาดการณ์อัตรากำไรขั้นต้น กำไรต่อหุ้น (EPS) และกระแสเงินสดอิสระ (FCF) ลดลง แต่เรายังคงมองว่าระดับราคาหุ้นของ Microsoft มีความน่าดึงดูดก่อนที่จะมีการรายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2026 จากผลกระทบของราคาหน่วยความจำที่แพงขึ้น เราได้ปรับลดคาดการณ์อัตรากำไรขั้นต้นรวมในปีงบประมาณ 2027 ลงเหลือ 63.1% จากเดิมที่คาดไว้ 64.0% และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 66.6% โดยเป็นผลมาจากการเพิ่มงบลงทุนในปีงบประมาณ 2027 ขึ้นเป็น 2.7 แสนล้านดอลลาร์ จากเดิมที่ตั้งไว้ 2.3 แสนล้านดอลลาร์ การปรับเพิ่มงบลงทุนนี้ส่งผลให้ประมาณการกำไรต่อหุ้นปีงบประมาณ 2027 ลดลง 1% มาอยู่ที่ $19.02 จากเดิม $19.28 ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ 2% ที่สำคัญคือ ตอนนี้เราประเมินว่ากระแสเงินสดอิสระในปีงบประมาณ 2027 จะติดลบ โดยได้รับผลกระทบจากการเพิ่มงบลงทุนขนานใหญ่ถึง 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้กระแสเงินสดอิสระในปีงบประมาณ 2027 ติดลบราว 1.74 หมื่นล้านดอลลาร์ ย่ำแย่ลงจากเดิมที่เคยคาดไว้ว่าจะติดลบ 1.47 หมื่นล้านดอลลาร์ และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ว่าจะบวก 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์ อยู่ถึงประมาณ 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ แม้ว่าประมาณการใหม่ของเราจะสะท้อนถึงแรงกดดันด้านต้นทุน แต่เรามีข้อสังเกตว่า Microsoft ได้เปิดเผยข้อมูลเป็นครั้งแรกในไตรมาสที่ผ่านมาว่า มีการจำกัดวงเงินลงทุนจำนวน 1.15 หมื่นล้านดอลลาร์ที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงกับซัพพลายเออร์ ซึ่งเราคิดว่านี่อาจสะท้อนถึงการที่บริษัทได้ล็อกราคาต้นทุนชิ้นส่วนบางส่วนที่ผูกกับราคาหน่วยความจำไว้ล่วงหน้าแล้ว แม้ว่าข้อตกลงนี้อาจช่วยลดผลกระทบได้บางส่วน แต่เรายังคงเลือกที่จะปรับเพิ่มประมาณการงบลงทุนเพื่อรองรับการขยายกำลังการผลิตของบริษัทในการตอบสนองต่อความต้องการใช้งาน Azure ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเราคาดว่า Azure จะเติบโต 41% ในปีงบประมาณ 2027 และ 40% ในปีงบประมาณ 2028 ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 40% และ 38% ตามลำดับ ขับเคลื่อนด้วยกระแส AI และการหันมามุ่งเน้นพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ของตัวเองมากขึ้น เราขอยืนยันคำแนะนำ Outperform แต่ปรับลดราคาเป้าหมายของ MSFT ลงมาอยู่ที่ $525 จากเดิม $570 เพื่อให้สอดคล้องกับประมาณการกำไรต่อหุ้นและมูลค่าหุ้นใหม่ที่ระดับ P/E ประมาณ 26 เท่าของปีปฏิทิน 2027 เทียบกับกลุ่มบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันที่ซื้อขายกันอยู่ที่ประมาณ 25 เท่า ในระยะยาวยังคงมีมุมมองเชิงบวกอย่างมากต่อแนวทางการสร้างรายได้อย่างครบวงจรจากเทคโนโลยี AI ของ Microsoft ร่วมกับการเติบโตของ Azure ที่เร่งตัวขึ้น รวมถึงศักยภาพในการสร้างรายได้จากเทคโนโลยี AI Agent ที่เพิ่มสูงขึ้น แม้จะเห็นแรงกดดันในระยะสั้นจากการปรับฐานประมาณการเนื่องจากต้นทุนซัพพลายเชนที่ปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม" นักวิเคราะห์ Alex Zukin, Joshua Tilton, Arsenije Matovic
1
137
Wan_la_hun
คืนนี้จะมีเหตุการณ์แปลกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในตลาดหุ้นอเมริกาครับ หุ้นตัวหนึ่งที่ของจริงหมุนเวียนซื้อขายในตลาดมีอยู่แค่ราว 3 ถึง 5% ของทั้งบริษัท กำลังจะถูกกองทุนยักษ์ทั่วโลกแห่กันเข้าไป "ถูกบังคับ" ให้ซื้อพร้อมกัน เพื่อน ๆ ว่าพอของมีน้อยแต่คนต้องซื้อเยอะ ราคาเขาจะเป็นยังไงครับ หุ้นตัวนั้นคือ SpaceX บริษัทจรวดของ Elon Musk ที่เพิ่งเข้าตลาดหุ้นแบบเป็นข่าวใหญ่ไปเมื่อเดือนที่แล้ว วันนี้ผมเลยอยากชวนมาดูกลไกเบื้องหลังกันครับ ว่าทำไมมันถึงน่าตื่นเต้นและน่าระวังพร้อมกัน เรื่องเริ่มจากดัชนีดังของสหรัฐที่ชื่อ Nasdaq 100 ครับ เขามีกฎใหม่ปีนี้ชื่อ Fast Entry คือแทนที่บริษัทจะต้องรอเข้าคิวนาน ๆ ถ้าใครตัวใหญ่พอติดกลุ่มหัวแถว ก็เข้าดัชนีได้เลยหลังเทรดแค่ราว 15 วัน และ $SPCX ก็เข้าเงื่อนไขนี้พอดี มีผลก่อนเปิดตลาดพรุ่งนี้ครับ ทีนี้พอเข้าดัชนี มันไม่ได้จบแค่ป้ายเกียรติยศนะครับ เพราะกองทุนดัชนีทั้งหลายที่อิง Nasdaq 100 นำโดย ETF ตัวยักษ์ที่ชื่อ QQQ เขา "ต้อง" ซื้อหุ้นตัวนี้เข้าพอร์ตตามกฎ ไม่ใช่เพราะชอบหรือเชียร์ แต่เพราะดัชนีมีแล้วเขาก็ต้องมีตาม และแรงซื้อบังคับก้อนใหญ่หลายพันล้านดอลลาร์นี้เริ่มขยับได้ตั้งแต่หลังตลาดปิดคืนนี้เลย ตลาดเลยเริ่มเข้าเก็บของดักไว้ก่อนตั้งแต่วันนี้ และนี่แหละครับคือจุดที่ทำให้ทุกอย่างระอุ ⚠️ ลองนึกภาพตามนะครับ ของที่หมุนเวียนซื้อขายจริงมีแค่ราว 3 ถึง 5% เพราะหุ้นส่วนใหญ่ยังถูกถือแน่นอยู่กับคนใน ไม่ปล่อยออกมา แล้วอยู่ ๆ มีแรงซื้อบังคับก้อนมหาศาลวิ่งเข้ามาชนของที่มีอยู่นิดเดียว เหมือนคนเป็นร้อยแย่งกันซื้อขนมที่วางบนชั้นเหลือแค่ไม่กี่ชิ้น ราคามันก็เหวี่ยงแรงได้เป็นธรรมดาครับ ฟังดูเหมือนเป็นจังหวะทองใช่ไหมครับ ของน้อย คนแย่งซื้อ ราคาน่าจะวิ่ง แต่เดี๋ยวก่อนครับ ตรงนี้แหละที่ผมอยากชวนเพื่อน ๆ ตั้งสติ เพราะถ้าเราย้อนดูอดีต หุ้นดัง ๆ ที่เคยเข้า Nasdaq 100 พร้อมกระแสแรงแบบนี้ หลายตัวก็เคยพีครอบวันเข้าดัชนีเป๊ะ ๆ แล้วหลังจากนั้นก็ร่วงหนัก อย่าง MicroStrategy หรือ Peloton ที่เคยขึ้นแรงรอบเข้าดัชนีแล้วราคาร่วงเกินครึ่งหลังจากนั้น จุดสำคัญคือแรงซื้อรอบนี้เป็นแรงเชิงกลไกครับ คือกองทุนซื้อเพราะกฎบังคับ ไม่ใช่เพราะพื้นฐานธุรกิจของเขาเปลี่ยนไปในวันเดียว พอแรงบังคับซื้อผ่านไป ราคาก็ต้องกลับมายืนด้วยพื้นฐานจริงของตัวเองอยู่ดี สรุปสั้น ๆ ครับ สิ่งที่กำลังจะเกิดคืนนี้คือปรากฏการณ์ demand ก้อนใหญ่ชน supply ที่ตึงมาก เป็นเรื่องน่าดูในเชิงกลไก แต่ไม่ใช่สัญญาณว่าธุรกิจเขาดีขึ้นครับ พวกเรานักลงทุนรายย่อยได้เปรียบตรงที่เราไม่ได้ถูกกฎบังคับให้ต้องซื้อตามใคร เราเลือกดูเฉย ๆ ก่อนได้ เอาเป็นว่าผมขอโยนคำถามทิ้งไว้ให้เพื่อน ๆ นะครับ คืนนี้ถ้าราคา SpaceX เหวี่ยงขึ้นแรงจากแรงซื้อบังคับ เพื่อน ๆ จะมองเป็น "จังหวะน่าตื่นเต้นที่อยากดูใกล้ ๆ" หรือ "ของร้อนที่ขออยู่ห่าง ๆ ไว้ก่อน" พิมพ์มาในเม้นต์ได้เลยครับ ผมอ่านทุกเม้นต์และตอบทุกคนแน่นอน ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองเชิงวิเคราะห์ ไม่ใช่คำแนะนำซื้อขายนะครับ ยิ่ง SpaceX เป็นหุ้นที่เพิ่งเข้าตลาดใหม่มาก ราคายังผันผวนสูง โปรดใช้วิจารณญาณเสมอ ใครยังไม่ได้กดติดตาม กดไว้หน่อยนะครับ ที่นี่ผมชวนดูหุ้นกันวันละตัว 2 มุมมองแบบไม่อวย ไม่พันธง แค่เพื่อนเล่าให้ฟังครับ 🙌 #วันละหุ้น #หุ้นสหรัฐ #SpaceX
2
67
K_Securities
🏦 บิ๊กเทคโลกปักหมุดไทย! Data Center โตดุ โรงไฟฟ้าคึกคัก เปิดโพยหุ้นดักเทรนด์ไอที! (6 ก.ค. 69) · 🎧ฟังผ่าน Youtube : ksecurities.co/3KSInvestment… ลูกค้า KS สามารถดูบทวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่ KS TRADE แอปพลิเคชันผู้ช่วยในการลงทุนหุ้นไทย...เทรดได้ทันใจ #KS #หลักทรัพย์กสิกรไทย #KSecurities #หุ้น #การลงทุน #kspodcast #KSInvesmentHighlight #หุ้นโรงฟฟ้า #DataCenter คำเตือน : กรุณาทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
4
406
th_liberator
ลงทุนระยะยาว สินทรัพย์ไหนคือคำตอบ และเหมาะกับเราจริงๆ? | Liberator เวลาตั้งเป้าหมายจะ "ลงทุนระยะยาว" คำถามที่มักจะเกิดขึ้นคือ "ซื้ออะไรดี?" หุ้นอเมริกา? หุ้นไทย? หรือกองทุน? ในความเป็นจริง โลกการเงินไม่มีจอกศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นคำตอบตายตัวสำหรับทุกคนครับ สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด อาจไม่ใช่สินทรัพย์ที่ดีที่สุดเสมอไป หากมันไม่สอดคล้องกับความถนัดของเรา หัวใจสำคัญของการเลือกสินทรัพย์ให้ "เหมาะกับเราจริงๆ" คือการจับคู่เป้าหมาย ทักษะ และจุดแข็ง ที่เรามีเข้าด้วยกัน ลองมาสแกนดูกันครับว่า การจัดพอร์ตแบบไหนที่จะดึงศักยภาพของเราออกมาได้ดีที่สุด 1. สินทรัพย์สายเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Tech & Quality Growth) เหมาะกับ : คนที่มองเห็นภาพอนาคต เข้าใจวงจรการทำงานของเทคโนโลยี และรับความผันผวนได้สูงเพื่อแลกกับผลตอบแทน (Capital Gain) ก้อนใหญ่ ทำไมถึงใช่ : โลกการลงทุนยุคใหม่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง การเลือกลงทุนในบริษัทที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของ AI, Cloud หรือ Semiconductor ที่มีป้อมปราการทางธุรกิจ (Economic Moat) แข็งแกร่ง จะให้ผลตอบแทนที่สูงแต่ก็แลกมากับความเสี่ยงที่สูงด้วยเช่นกัน 2. กองทุนดัชนี (Index ETF) แบบ Systematic DCA เหมาะกับ : คนที่ต้องการให้เงินทำงานแทนแบบเต็มรูปแบบ เน้นความสม่ำเสมอ และเชื่อมั่นในสถิติการเติบโตของตลาดโลกมากกว่าการคาดเดาจังหวะ ทำไมถึงใช่ : ข้อมูลเชิงปริมาณพิสูจน์มาแล้วว่า การลงทุนแบบถัวเฉลี่ย (DCA) ในดัชนีระดับโลกอย่าง S&P 500 หรือ Nasdaq-100 สามารถเอาชนะการเลือกหุ้นรายตัวได้ในระยะยาว เป็นการปล่อยให้ระบบคัดกรองหุ้นที่อ่อนแอทิ้งไป และเก็บเฉพาะหุ้นที่แข็งแกร่งไว้ในพอร์ตโดยอัตโนมัติ 3. ตลาดอนุพันธ์ (TFEX) และ Systematic Trading เหมาะกับ : คนที่มีตรรกะและทักษะในการจัดการข้อมูลตัวเลข รวมถึงผู้ที่ต้องการเครื่องมือที่ยืดหยุ่นในการบริหารความเสี่ยง (Hedging) ทำไมถึงใช่: สำหรับสนามนี้ ทักษะระดับ Certified Professional Data Analyst และการทำงานร่วมกับกลุ่ม Quantitative Finance คืออาวุธที่ทรงพลังที่สุด คุณสามารถนำความรู้ด้าน Data มาวิเคราะห์หาความน่าจะเป็น (Probability) ทำ Backtest กลยุทธ์ในอดีต หรือแม้แต่ใช้ Python เขียนสคริปต์ดึง API เพื่อสร้างระบบเทรดอัตโนมัติ (Algorithmic Trading) สินทรัพย์กลุ่มนี้จึงเป็นพื้นที่ปล่อยของชั้นเยี่ยมในการสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Alpha) ให้กับพอร์ตรวมอย่างเป็นระบบ สินทรัพย์ที่ "ใช่" ที่สุด คือสินทรัพย์ที่คุณเข้าใจกลไกของมันอย่างถ่องแท้ สามารถดึงทักษะความถนัดของตัวเองมาสร้างข้อได้เปรียบ และถือมันได้โดยไม่ตื่นตระหนก พอร์ตระยะยาวที่เหมาะกับเรา มักเกิดจากการจัดสรรเงิน (Asset Allocation) ที่สมดุล เช่น การใช้กองทุน ETF เป็นแกนหลัก (Core) เพื่อความมั่นคง และแบ่งสัดส่วนมาลงทุนหุ้นรายตัวเพื่อเพิ่มผลตอบแทน (Satellite) ครับ --- ❝ ปลดล็อกศักยภาพทางการเงินให้คุณ ❞ #Liberator แพลตฟอร์มการลงทุน  ที่พร้อมสนับสนุนคนไทยให้มีอิสระทางการเงิน
122
Wan_la_hun
รู้ไหมครับว่าปีนึงในอเมริกา มีเครื่องมือแพทย์กว่า 20,000 ล้านชิ้นที่กฎหมายสั่งไว้ชัดเจนว่า ห้ามแตะตัวคนไข้ จนกว่าจะผ่านด่านฆ่าเชื้อด่านนึงก่อน และหนึ่งในไม่กี่เจ้าที่ยืนคุมด่านนี้ไหวในระดับโลกเนี่ย เกือบทั้งวงการแพทย์ต้องง้อเขา แต่คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินแม้แต่ชื่อครับ ก่อนอ่านต่อ ผมอยากให้เพื่อน ๆ ลองเลือกข้างในใจดูก่อนครับ ถ้าเจอธุรกิจที่ทนแน่ ขาดไม่ได้แน่ แต่ป้ายราคาไม่เคยใจดีกับเรา เพื่อน ๆ เป็นสายยอมจ่าย หรือสายรอของถูก เก็บคำตอบไว้ก่อนนะครับ แล้วตามผมไปดูเส้นทางของมีดผ่าตัดเล่มนึงกัน เริ่มจากตรงนี้ครับ อีกหนึ่งชั่วโมงหมอจะผ่าตัด มีดเล่มที่หมอจะหยิบเนี่ย ไม่ได้ถูกหยิบมาจากลิ้นชักเฉย ๆ นะครับ มันเพิ่งกลับมาจากห้องล้างเครื่องมือ ผ่านเครื่องนึ่งไอน้ำแรงดันสูงที่เรียกว่า autoclave จนสะอาดระดับปลอดเชื้อ เพราะพลาดแค่เล่มเดียว คนไข้ติดเชื้อในโรงพยาบาลได้เลย แต่นั่นแค่ครึ่งเส้นทางครับ ถ้าไล่ย้อนไปถึงวันที่มีดเล่มนี้เพิ่งออกจากโรงงาน หรือพวกของใช้ครั้งเดียวทิ้งอย่างสายสวนกับลิ้นหัวใจเทียมที่เจอความร้อนไม่ได้ ของพวกนี้ต้องส่งเข้าโรงอบแก๊สฆ่าเชื้อที่ชื่อ ethylene oxide ก่อน ถึงจะขายได้ตามกฎหมาย เลข 20,000 ล้านชิ้นที่ผมเปิดเรื่องไว้ ก็คือของที่ต้องผ่านการอบแก๊สแบบนี้ในแต่ละปี ราวครึ่งนึงของเครื่องมือที่ต้องฆ่าเชื้อทั้งหมดเลยครับ ทีนี้พอไล่เส้นทางจนสุด เพื่อน ๆ จะเจอชื่อเดียวกันโผล่อยู่แทบทุกด่านครับ เขาคือ STERIS หรือในกระดานหุ้นชื่อ $STE เจ้าของด่านที่มีดเล่มนั้นต้องผ่านทั้งขาไปและขากลับ เขาขายเครื่องนึ่งฆ่าเชื้อ โต๊ะผ่าตัด ไฟผ่าตัด น้ำยาฆ่าเชื้อให้โรงพยาบาล รับล้างเครื่องมือให้ห้องผ่าตัด แล้วยังเปิดโรงรับจ้างอบแก๊สและฉายรังสีกว่า 60 แห่งทั่วโลก ให้บริษัทเครื่องมือแพทย์ส่งของมาฆ่าเชื้อก่อนวางขาย จะเรียกว่าโรงซักอบรีดของวงการแพทย์ก็ได้ครับ แค่เดิมพันของงานซักนี้คือชีวิตคน ฟังดูเหมือนงานหลังบ้านธรรมดาใช่ไหมครับ แต่จุดที่ทำให้เขาไม่ธรรมดาเลยคือ ลูกค้าย้ายหนีแทบไม่ได้ ✅ เพราะกฎ FDA บังคับว่าเครื่องมือแพทย์แต่ละรุ่น ต้องระบุวิธีฆ่าเชื้อที่ผ่านการรับรองไว้ในเอกสารขึ้นทะเบียนเลยครับ ใครจะย้ายไปใช้เจ้าอื่น ต้องเอากระบวนการใหม่ไปขอรับรองกันใหม่ทั้งสาย กินเวลาเป็นปี ระหว่างนั้นของขายไม่ได้ เลยแทบไม่มีใครกล้าย้ายครับ ขนาดมุมที่คอยจับจุดอ่อนให้ผม ปกติเจอคูเมืองแบบไหนก็ลองหาทางตัด ยังยอมรับตรง ๆ ว่าคูเมืองนี้ตัดไม่ลง ส่วนคู่แข่งระดับโลกที่สู้กันตรง ๆ ก็มีไม่กี่ราย ตัวหลักคือ Sotera Health ที่ถือส่วนแบ่งตลาดบริการฆ่าเชื้อทั่วโลกราว 20 ถึง 25% แล้วความเข้มของกฎเนี่ย มันเข้มใส่ตัวเขาเองด้วยนะครับ ขนาดสินค้ารุ่นบุกเบิกของเขาที่ชื่อ System 1 ยังเคยโดน FDA สั่งให้เลิกใช้มาแล้ว เพราะไปแก้สเปกเครื่องโดยไม่ได้ยื่นขออนุมัติใหม่ให้ครบ ลองนึกดูครับ สนามที่ขนาดเจ้าตลาดยังโดนได้ หน้าใหม่ที่ไหนจะกล้าเดินเข้ามา พอลูกค้าย้ายไม่ได้และหน้าใหม่เข้ายาก รายได้เขาเลยเป็นแบบเก็บซ้ำได้เรื่อย ๆ ครับ ขายเครื่องแค่ครั้งแรก แต่กินยาวจากค่าบริการกับน้ำยาที่ต้องเติมตลอด ปีงบล่าสุดรายได้รวม 5,935.9 ล้านดอลลาร์ โต 8.7% เงินสดอิสระเข้ามาราว 983 ล้านดอลลาร์ หนี้ก็เบามาก แค่ 1.2 เท่าของกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีค่าเสื่อม (debt/EBITDA) แถมปีงบนี้บริษัทยังตั้งเป้าโตต่ออีกราว 7 ถึง 8% อ่านมาถึงตรงนี้อาจรู้สึกว่า แบบนี้ก็ไร้ที่ติแล้วนี่ ใจเย็นก่อนครับ เพราะพอผมเปิดงบปีล่าสุดของเขา จะเจอเลขนึงที่ตาลุกวาวเลย กำไรสุทธิโตถึง 27.3% 💡 เลขระดับ 27 เนี่ย เจอในหุ้นไหนก็ต้องร้องว้าวใช่ไหมครับ แต่พอแกะไส้ในดู เกินครึ่งของการโตรอบนี้ไม่ใช่ฝีมือของปีนี้ครับ มันคือปีก่อนหน้าป่วย เพราะปีก่อนเขาโดนรายการพิเศษกดกำไรไว้ ทั้งค่ายอมความคดีแก๊ส EtO ราว 48.15 ล้านดอลลาร์ กับค่าปรับโครงสร้างอีกราว 46 ล้าน พอปีนี้ของพวกนั้นหายไป ฐานที่ใช้เทียบมันต่ำ เลขโตเลยดูกระโดดเกินตัว พอวัดด้วยกำไรแบบปรับปรุงที่ตัดรายการพิเศษออกทั้งสองปี เนื้อแท้คือโตราว 9.8% บนรายได้ที่โต 8.7% แข็งแรงจริงครับ แต่คือโตปีละราวสิบ ไม่ใช่ยี่สิบเจ็ด แต่จุดที่ผมต้องให้เครดิตเขาเต็ม ๆ คือกำไรก้อนนี้เป็นของสะอาดครับ ไม่ได้อาศัยภาษีช่วย (ภาษีปีนี้ขึ้นด้วยซ้ำ) ไม่ได้ปั้นเลขด้วยการไล่ซื้อหุ้นคืน เพราะทั้งปีเขาซื้อคืนจริงแค่ 225 ล้านดอลลาร์ จำนวนหุ้นลดไปแค่ราว 0.4% เอง สรุปคือเลขที่เห็นเป็นเนื้อธุรกิจจริง แค่เราต้องอ่านให้ขาดว่าเนื้อจริงคือเลขไหน ⚠️ ทีนี้ปมที่ทำให้สองมุมของผมให้คะแนนต่างกันคือเรื่องราคาครับ ตอนนี้เขาซื้อขายกันราว 218 ดอลลาร์ เอาราคานี้หารด้วยกำไรต่อหุ้นที่คาดปีหน้า ได้ P/E ล่วงหน้าราว 19.6 เท่า พูดภาษาคนคือจ่ายวันนี้เท่ากับกำไรเกือบ 20 ปีถ้าเขาทำได้ตามคาด ไม่ได้แพงเว่อร์ แต่ก็ไม่มีส่วนเผื่อความปลอดภัยเหลือให้เราเลย ตลาดจ่ายเผื่อไว้แล้วว่าเขาต้องทำได้ตามเป้าหรือดีกว่านิด ๆ ทุกไตรมาส ถ้าสะดุดเมื่อไหร่ คนซื้อที่ราคานี้คือคนรับแรงกระแทกก่อนเพื่อน สองมุมที่ผมแทรกให้ฟังมาตลอดทาง ถึงเวลาเฉลยตัวเลขแล้วครับ มุมแรกฝั่งวิเคราะห์ให้เขา 6.95 เต็ม 10 เหตุผลคือหาจุดตำหนิยากมาก คูเมืองแน่น รายได้เก็บซ้ำ งบดุลสะอาด และราคาก็สมกับคุณภาพ ส่วนอีกมุมให้ 6.6 ครับ ฝั่งนี้ไม่เถียงเลยว่าธุรกิจดี แต่จิ้มสองจุดที่ผมเล่าไปนั่นแหละ คือเลขโต 27 ที่ต้องแกะก่อนเชื่อ กับราคาที่ไม่มีที่ว่างให้พลาด ส่วนคะแนนสุดท้าย ผมชั่งน้ำหนักเองแล้วขอวางไว้ที่ 6.5 เต็ม 10 ครับ ต่ำกว่าทั้งสองมุมนิดนึงด้วยซ้ำ เพราะเรื่องส่วนเผื่อความปลอดภัยเนี่ย ผมให้น้ำหนักหนักกว่าทีมหน่อย รายย่อยอย่างเราถ้าซื้อของดีในราคาเต็มเป๊ะ เท่ากับไม่เหลือที่ให้ตัวเองผิดพลาดเลยครับ แต่ 6.5 ก็ผ่านเกณฑ์เพจสบาย เลยได้ฤกษ์หยิบเขามาเปิดสัปดาห์เป็นตัวแรกครับ ปิดคดีวันนี้ผมสรุปแบบนี้ครับ STE คือของแท้ที่ทั้งวงการต้องง้อ โตเนื้อจริงปีละราวสิบเปอร์เซ็นต์แบบสะอาด ๆ แต่ตลาดก็รู้ว่าเขาดี เลยตั้งราคาไว้เต็มคุณภาพไม่มีส่วนลด ใครชอบธุรกิจทนที่ถือแล้วหลับสบาย เขาตอบโจทย์ แค่ต้องยอมรับเงื่อนไขว่าซื้อวันนี้คือซื้อราคาเต็ม ส่วนจุดเช็กถัดไปคืองบไตรมาสแรกของปีงบใหม่เขาครับ ว่าเป้าโต 7 ถึง 8% ยังอยู่ในเทรนด์ไหม พวกเรารายย่อยเนี่ย เจอของดีทีไรใจมันก็อยากได้ แต่ก็แอบภาวนาให้มีลดราคาสักครั้งทุกทีใช่ไหมครับ ปัญหาคือของดีที่ใคร ๆ ก็เห็นว่าดี มันแทบไม่เคยมีเซลครับ เพราะงั้นคำถามที่ผมฝากไว้ตั้งแต่บรรทัดแรก ถึงเวลาตอบกันจริง ๆ แล้วครับ เพื่อน ๆ เป็นสายไหน สายยอมจ่ายราคาเต็มเพื่อของทนแน่ ๆ ถือแล้วนอนหลับสบาย หรือสายรอของถูกเท่านั้น ต่อให้ดีแค่ไหนถ้าไม่มีส่วนลดก็ขอปล่อยผ่าน บอกผมในเม้นต์หน่อยครับว่าอยู่สายไหนเพราะอะไร อยากเห็นจริง ๆ ว่าสายไหนเยอะกว่ากัน ผมอ่านทุกเม้นต์และตอบทุกคนแน่นอนครับ ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองเชิงวิเคราะห์ ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อหรือขายนะครับ ตัวเลขเป็นข้อมูลราวต้นเดือน ก.ค. 2026 ก่อนตัดสินใจอย่าลืมเช็กล่าสุดอีกทีครับ แล้วถ้าเพื่อน ๆ เป็นสายที่ชอบเห็นหุ้นครบทั้งสองด้านก่อนตัดสินใจ กดติดตามกันไว้เลยนะครับ ผมตั้งใจเล่าทุกตัวให้เห็นทั้งของดีและกับดัก ไม่เชียร์ข้างเดียว สัปดาห์นี้ยังมีอีก 4 ตัวรอเล่าให้ฟังครับ 🙏 #วันละหุ้น #หุ้นการแพทย์ #ลงทุน
1
283
finansiahero
หุ้นเด่น!! กลุ่มแบงก์..ประจำเดือนนี้ "BBL" ติดตามหุ้นเด็ดจากนักวิเคราะห์ ได้ทุกวันจันทร์แรกของเดือน ในรายการ "Analyst Talk" #HeroM #FinansiaHERO #หุ้นไทย #BBL #หุ้นBBL
63
kun_purich
**🚨 ระเบิด! นักลงทุนเทคบุกไม่ยั้ง เงินไหลเข้า Tech Funds สหรัฐ $14.3 พันล้านใน 1 สัปดาห์ สู่สถิติอันดับ 2 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เป้า $152 พันล้านปี 2026 ใกล้เป็นจริง!** **BREAKING:** กองทุนเทคโนโลยีสหรัฐ (US Technology Funds) รับเงินไหลเข้า ** $14.3 พันล้าน** ในสัปดาห์สิ้นสุด 1 กรกฎาคม 2026 ซึ่งเป็น **การไหลเข้าสัปดาห์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 สูงสุดตลอดกาล** ตามข้อมูลจาก BofA Global Investment Strategy และ EPFR ตัวเลขนี้เกิดขึ้นหลังจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่มี outflow -$9.3 พันล้าน และ 2 สัปดาห์ก่อนหน้านั้นมี inflow สถิติสูงสุด ** $19.2 พันล้าน** ส่งผลให้ **ค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์** พุ่งทะยานเป็นสถิติใหม่ที่ ** $9.0 พันล้าน** ต่อสัปดาห์ **ยิ่งไปกว่านั้น** Tech Funds กำลังเดินหน้าสู่การไหลเข้าทั้งปี ** $152 พันล้าน** ในปี 2026 ซึ่งจะเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลอย่างแท้จริง ในขณะเดียวกัน **US Equity Funds โดยรวม** กลับมี outflow หนักถึง **-$17.2 พันล้าน** ในสัปดาห์เดียวกัน ซึ่งเป็นการถอนเงินรายสัปดาห์ที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา **สรุปชัด ๆ:** นักลงทุนกำลัง **หมุนเงิน (Rotation) เข้าเทคโนโลยีแบบดุเดือด** โดยดึงเงินออกจากกองทุนหุ้นทั่วไปแล้วเทใส่ Tech Funds โดยตรง **จากกราฟ BofA** จะเห็น spike การไหลเข้าที่พุ่งทะลุกราฟอย่างรุนแรงในช่วงปลายไทม์ไลน์ (วงกลมแดง) ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดนี้พอดี ### การวิเคราะห์เจาะลึก (Deep Analysis) **1. ปัจจัยขับเคลื่อนหลัก: AI Boom ยังไม่หยุด** Big Tech กำลังทุ่มทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI อย่างมหาศาล - Microsoft, Amazon, Alphabet (Google) และ Meta คาดว่าจะใช้จ่าย **รวมกันกว่า $600-750 พันล้าน** ในปี 2026 (เพิ่มขึ้น 70-80% จากปีก่อน) เพื่อสร้าง Data Center, GPU, Power Infrastructure และระบบระบายความร้อน - ความต้องการชิป AI จาก Nvidia และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องยังพุ่งไม่หยุด - Inflow เข้า Tech Funds เพิ่มขึ้นเกือบ **3 เท่า** ตั้งแต่กลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา **2. Sentiment ดีขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์** ความคืบหน้าในการผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน (รวมถึงการเปิดช่องแคบ Hormuz) ช่วยลดความเสี่ยงด้านพลังงานและทำให้ตลาดหุ้น โดยเฉพาะเทค ฟื้นตัวเร็วในช่วงปลายเดือนมิถุนายน-ต้นกรกฎาคม **3. Rotation ชัดเจนและดุเดือด** ขณะที่ US Equity Funds โดยรวม outflow $17.2 พันล้าน นักลงทุนกลับเทเงินเข้า Tech Funds $14.3 พันล้าน → นี่คือ **การหมุนเงินจากหุ้นทั่วไป → เทคโนโลยีโดยตรง** แบบชัดเจนที่สุดในรอบหลายเดือน → สะท้อนว่า “เงินยังอยู่ในตลาด แต่เลือกที่จะอยู่กับผู้ชนะชัดเจนที่สุดในยุค AI” **4. ความเสี่ยงที่ต้องจับตา** - ความผันผวนสูงมาก (จาก $19.2B → -$9.3B ใน 2 สัปดาห์ติดกัน) - Concentration Risk สูง เพราะเงินกระจุกตัวในเทคหนัก - Valuation ของหุ้นเทคขนาดใหญ่ยังอยู่ในระดับสูง - หาก AI hype ชะลอหรือมีข่าวลบด้าน regulation/การแข่งขัน อาจเห็น outflow กลับมาเร็ว **โดยรวม** ข้อมูลนี้ตอกย้ำว่า **ปี 2026 กำลังเป็นปีทองของเทคโนโลยี** หาก AI ยังเดินหน้าต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Data Center, Semiconductor, Cloud Computing และ AI Infrastructure --- **คุณคิดว่า Tech Funds จะทำสถิติ $152 พันล้านได้จริงในปีนี้หรือไม่?** **หุ้นเทคตัวไหนที่คุณถือหรืออยากซื้อเพิ่มในช่วงนี้?** คอมเมนต์บอกกันหน่อยครับ 👇 **กด Like ❤️ Share** ให้เพื่อนที่สนใจตลาดหุ้นและ AI ได้เห็น **ติดตามเพจ** เพื่อรับข่าวตลาดสด วิเคราะห์เจาะลึกแบบนี้ทุกวัน! **#TechFunds #AIStocks #FundFlows #BofA #EPFR #ตลาดหุ้นสหรัฐ #Nasdaq #NVDA #หุ้นเทคโนโลยี #AI2026 #Rotation #DataCenter #BigTechCapex**
1
11
2,239
GordonAlway
การฟังความคิดเห็นของคนอื่นไม่ใช่เรื่องผิด การอ่านบทวิเคราะห์ การติดตามนักลงทุนที่มีประสบการณ์ หรือการรับฟังมุมมองที่แตกต่าง ล้วนเป็นประโยชน์ หากนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ แต่สิ่งที่ไม่ควรทำ คือการฝากอนาคตทางการเงินของตัวเองไว้กับคนที่บอกให้ซื้อหรือขายหุ้น เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่รับผลกำไรหรือขาดทุน คือเรา ไม่ใช่คนที่ให้คำแนะนำ ไม่มีใครรู้เป้าหมายการลงทุนของเรา ไม่มีใครรู้ระดับความเสี่ยงที่เรารับได้ ไม่มีใครรู้ฐานะการเงินของเราและไม่มีใครรับผิดชอบผลลัพธ์แทนเราได้ หลายครั้งคนที่ใบ้หุ้น อาจไม่ได้มีเจตนาไม่ดี แต่พวกเขาก็สามารถผิดพลาดได้เช่นเดียวกับทุกคน และบางครั้ง สิ่งที่เหมาะกับพอร์ตของเขา อาจไม่เหมาะกับพอร์ตของเราเลย นักลงทุนที่เติบโตในระยะยาว จึงใช้ความคิดเห็นของคนอื่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการศึกษาต่อ ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการตัดสินใจ พวกเขาจะถามเสมอว่า ทำไมบริษัทนี้จึงน่าลงทุน ปัจจัยอะไรคือความเสี่ยง สมมติฐานคืออะไร และหากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามคาด จะทำอย่างไร เพราะการลงทุนที่ดี ไม่ได้เกิดจากการเชื่อตามคนที่เสียงดังที่สุด แต่เกิดจากการเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองถือครอง อย่าฝากชีวิตไว้กับคนใบ้หุ้น จงฝากมันไว้กับความรู้ วินัย และความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง เพราะเมื่อกำไรเกิดขึ้น มันเป็นของเรา และเมื่อขาดทุนเกิดขึ้น คนที่ต้องรับผลนั้นก็ยังคงเป็นเราเช่นเดิม
2
13
572
naklongpoong
BofA Securities คงคำแนะนำ $IBM ที่ Buy ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น $330 ความเห็นจากนักวิเคราะห์ "IBM มีกำหนดจะรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2026 อย่างไม่เป็นทางการในวันที่ 22 กรกฎาคมนี้ โดยเราคาดว่าบริษัทจะปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ผลประกอบการของปี 2026 ขึ้นเล็กน้อย และคาดว่าตลาดจะยังคงให้ความสนใจกับความแข็งแกร่งของ Red Hat ความคืบหน้าในการควบรวมกิจการของ Confluent รวมถึงผลกระทบที่อาจทำให้กำไรลดลงในระยะสั้น สำหรับในไตรมาส 2 เราคาดว่ารายได้จะอยู่ที่ 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ $3.03 และอัตรากำไรก่อนหักภาษีเพิ่มขึ้น 50 bps พร้อมทั้งคาดว่า IBM จะปรับเพิ่มเป้าหมายของปี 2026 ทั้งในส่วนของรายได้และกระแสเงินสดอิสระให้สูงขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าเราจะยังไม่ได้สะท้อนปัจจัยนี้เข้าไปในประมาณการของเรา แต่เราเห็นโอกาสเติบโตที่ขับเคลื่อนจากการผสานพลังกับ Confluent ที่เห็นผลเร็วกว่าคาด รวมถึงการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้นในกลุ่มซอฟต์แวร์ และกลุ่มพลังงานกับระบบจัดเก็บข้อมูลในฝั่งโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งนี้เราประเมินว่า Confluent จะช่วยสร้างรายได้หนุนเข้ามาสะพัดราว 340 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 5% ของการเติบโตในกลุ่มซอฟต์แวร์สำหรับไตรมาส 2 ซึ่งผลประกอบการในไตรมาสนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ด้วยสัดส่วนของซอฟต์แวร์ที่ทำกำไรได้ดีขึ้น การเริ่มปรับตัวดีขึ้นของระบบประมวลผลธุรกรรมผ่านรอบการอัปเกรด z17 และการที่ Confluent เข้ามาทำรายได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยผลกระทบเรื่องกำไรลดลงจะถูกชดเชยด้วยต้นทุนที่ลดลงจากการควบรวมกิจการ ประสิทธิภาพการผลิต และสัดส่วนยอดขายที่ลงตัว เราจึงยืนยันคำแนะนำซื้อ เนื่องจาก IBM กำลังปรับเพิ่มสัดส่วนธุรกิจไปสู่กลุ่มซอฟต์แวร์ที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น ซึ่งรวมถึงการควบรวมและซื้อกิจการ ส่งผลให้กระแสเงินสดอิสระเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และยังมีทางเลือกในการสร้างการเติบโตในอนาคตจากธุรกิจควอนตัมคอมพิวติ้งด้วย" นักวิเคราะห์ Wamsi Mohan
87
naklongpoong
BofA Securities คงคำแนะนำ $GLW ที่ Buy ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น $243 ความเห็นจากนักวิเคราะห์ "ความร้อนแรงของหุ้น Corning ในช่วงนี้ ส่วนใหญ่มาจากแนวโน้มที่แข็งแกร่งของธุรกิจสายสัญญาณและอุปกรณ์แสง (Optical) ซึ่งได้ประโยชน์เต็มๆ จากการสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั้งการเพิ่มพลังประมวลผล การขยายเครือข่าย และการเชื่อมต่อระบบเข้าด้วยกัน นอกจากนี้บริษัทยังมีความคืบหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีแพ็กเกจจิ้งชิปขั้นสูง โดยเฉพาะการใช้แผ่นรองฐานด้วยกระจก (Glass substrates) ที่คาดว่าจะมาในช่วงปี 2029 ถึง 2030 รวมถึงเทคโนโลยี GlassBridge ที่ช่วยให้การจัดเรียงสายไฟเบอร์ความหนาแน่นสูงทำได้ง่ายขึ้นในยุคของเทคโนโลยี Co-packaged optics แม้ว่าโครงการเหล่านี้จะยังไม่เห็นผลจนเปลี่ยนตัวเลขรายได้ในระยะสั้นแบบทันตาเห็น แต่ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยหนุนแผนงาน SpringBoard ให้เติบโตได้สูงขึ้น และช่วยเพิ่มมูลค่าหุ้นในระยะยาว เราจึงยืนยันคำแนะนำซื้อ จากรายได้ฝั่งธุรกิจสายสัญญาณแสงที่มีโครงสร้างเติบโตชัดเจนขึ้น และกำไรจากการดำเนินงานที่จะเพิ่มเข้ามาจากลูกค้ารายใหม่ๆ ในตลาด พร้อมกันนี้เราได้ปรับเพิ่มประมาณการ โดยขยับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น $243 อิงจาก P/E 37 เท่าของกำไรต่อหุ้นปี 2028 ที่ $6.50 จากเดิมที่ตั้งไว้ $223 อิงจากกำไรต่อหุ้นปี 2028 ที่ $5.95 เพื่อสะท้อนความต้องการสินค้ากลุ่มสายสัญญาณแสงที่แข็งแกร่งขึ้นในระยะกลาง" นักวิเคราะห์ Wamsi Mohan
4
163
TraderKP_TH
ทองคำแซงหุ้น ! ETF ทองคำขึ้นเป็นกองทุน ETF ใหญ่ที่สุดของจีนแล้ว กองทุน Huaan Yifu Gold ETF ซึ่งลงทุนในทองคำจริง กลายเป็นกองทุน ETF ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) มากที่สุดของจีน หลังมีมูลค่าราว 90,000 ล้านหยวน แซง Huatai-PineBridge CSI 300 ETF ที่ติดตามตลาดหุ้นจีนซึ่งมีมูลค่าประมาณ 83,000 ล้านหยวน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญของทิศทางเงินลงทุนในจีน เพราะกองทุน CSI 300 ETF เคยเป็นเครื่องมือหลักที่รัฐบาลจีนใช้พยุงตลาดหุ้นผ่านการเข้าซื้อของกลุ่มนักลงทุนภาครัฐ หรือที่เรียกว่า "National Team" อย่างไรก็ตาม ในปี 2026 รัฐบาลจีนเริ่มลดการแทรกแซงตลาด พร้อมทยอยลดการถือครอง ETF หุ้น ส่งผลให้กองทุน CSI 300 เผชิญแรงไถ่ถอนจำนวนมาก โดยสัปดาห์ล่าสุดมีเงินไหลออกกว่า 18,500 ล้านหยวน ในทางกลับกัน นักลงทุนกลับเพิ่มการลงทุนในทองคำอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลต่อเศรษฐกิจจีนและความไม่แน่นอนของตลาดหุ้น ทำให้กองทุนทองคำได้รับเม็ดเงินไหลเข้าอย่างสม่ำเสมอ แม้ราคาทองคำโลกจะปรับฐานลงจากจุดสูงสุดเมื่อต้นปี แต่ความต้องการลงทุนในทองคำของนักลงทุนจีนยังแข็งแกร่ง สะท้อนว่าทองคำยังคงถูกมองเป็น Safe Haven ที่สำคัญในช่วงที่ความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์เสี่ยงลดลง นักวิเคราะห์มองว่า การที่ ETF ทองคำขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของจีน ไม่ใช่เพียงการสลับอันดับของกองทุน แต่เป็นสัญญาณว่าเม็ดเงินในจีนกำลังเปลี่ยนจากการไล่ซื้อหุ้น ไปสู่การถือครองสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำในระยะยาว หากกระแสเงินทุนยังคงไหลเข้าต่อเนื่อง.
5
12
1,375
ktnewsonline
เชื่อมโยงข้อมูลข้ามภาครัฐ เสริมเกราะป้องกัน 'คอร์รัปชันไทย' รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค-ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก ร่วมนำเสนอข้อคิดเห็นต่อ พ.ร.ฎ.เปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลในความควบคุมดูแลของหน่วยงานรัฐภาครัฐ ที่จะหนุนแก้คอร์รัปชัน การต่อต้านคอร์รัปชันในยุคปัจจุบันไม่สามารถพึ่งพาเพียงการจับผิดภายหลังหรือรอให้มีผู้ร้องเรียนเหมือนในอดีตได้อีกต่อไป เพราะรูปแบบการทุจริตซับซ้อนขึ้น ซ่อนอยู่ในธุรกรรม การถือหุ้น การจัดซื้อจัดจ้าง การรับสวัสดิการโดยมิชอบ และเครือข่ายผลประโยชน์ที่กระจายอยู่หลายหน่วยงาน รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค และ นายศุภวิชญ์ แก้วคูนอก ได้ร่วมนำเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาสำคัญของประเทศไทยตลอดมาคือข้อมูลจำนวนมากถูกเก็บแยกส่วน หน่วยงานหนึ่งมีข้อมูลทะเบียน อีกหน่วยงานมีข้อมูลภาษี อีกหน่วยงานมีข้อมูลบริษัท อีกหน่วยงานมีข้อมูลสวัสดิการ “เมื่อข้อมูลไม่เชื่อมกัน การตรวจพบความผิดปกติจึงล่าช้า สร้างความเสียหายต่อภาครัฐและเอกชนเป็นวงกว้าง” เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 มีการประกาศบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐต่อหน่วยงานของรัฐแห่งอื่น พ.ศ.2569 สำหรับกฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญมาก เพราะกฎหมายได้วางหลักให้หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่จำเป็นแก่หน่วยงานรัฐอื่นตามที่ร้องขอ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับจัดทำและให้บริการภาครัฐแก่ประชาชนโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐมีฐานทางกฎหมายชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในทางปฏิบัติ กฎหมายฉบับนี้ช่วยลดข้ออ้างที่มักเกิดขึ้นในระบบราชการว่า “เปิดเผยข้อมูลไม่ได้เพราะติด PDPA” ทั้งที่หลายกรณีเป็นการใช้ข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐ หรือการบังคับใช้กฎหมาย หลักสำคัญจึงอยู่ที่การแยกให้ชัดว่า PDPA มีหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจากการใช้เกินขอบเขต 📌 ความสำคัญ พ.ร.ฎ.เปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ส่วนพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่นี้ทำให้หน่วยงานรัฐมีช่องทางที่ชัดเจนในการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็นภายใต้ภารกิจของรัฐ เมื่อฐานกฎหมายชัดขึ้น การทำงานเชิงป้องกันย่อมเกิดขึ้นได้เร็วกว่าเดิม และลดภาวะที่หน่วยงานต่างคนต่างถือข้อมูลโดยไม่กล้าใช้ร่วมกัน การมีกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นประโยชน์อย่างสำคัญต่อวงการต่อต้านคอร์รัปชัน แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะบทบาทของรัฐกับการแชร์ข้อมูลกับภาคประชาสังคม แต่ก็ถือเป็นก้าวที่สำคัญของภาครัฐในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมการตรวจสอบผู้ได้รับสวัสดิการว่าตรงตามคุณสมบัติจริงหรือไม่ รวมถึงการตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับบริษัทคู่สัญญา การวิเคราะห์ความผิดปกติในการจัดซื้อจัดจ้าง การตรวจสอบนอมินีหรือผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริง และการติดตามเส้นทางธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงออนไลน์หรือองค์กรอาชญากรรม หากข้อมูลเหล่านี้ยังถูกกั๊กไว้ในแต่ละหน่วยงาน รัฐจะมองเห็นเพียงเศษเสี้ยวของปัญหา แต่เมื่อข้อมูลเชื่อมต่อกัน ภาครัฐและภาคประชาสังคมจะสามารถเห็นรูปแบบ ความสัมพันธ์ และสัญญาณเตือนที่นำไปสู่การป้องกันความเสียหายก่อนเกิดการทุจริตขนาดใหญ่ได้ อ่านต่อ: bangkokbiznews.com/economics… #กรุงเทพธุรกิจ #InsightforOpportunities #กรุงเทพธุรกิจEconomic
2
861
AIRAPLC
🚀TOP 6 ACTIVE A-SIGNAL (06 ก.ค.) 🏦#KBANK แบ่งขายทำกำไร 🏦#SCB แบ่งขายทำกำไร 🏦#KTB ถือ/รอขาย ⚡#GULF ขายตามแนวต้าน 🏦 #BBL แบ่งขายทำกำไร ⚡ #DELTA ขายตามแนวต้าน #วิเคราะห์หุ้นด้วยกราฟ​​​​​​​​​​​​ #กราฟหุ้น​​​​​​​​​​​​ #เทรดหุ้นด้วยกราฟ​​​​​​​​​​​​ #สอนกราฟเทคนิค
3
188
K_Securities
🔥เรื่องเด่น ประเด็นร้อน เย็นนี้พบกัน 🐠TU ราคายกตัวจากฐานล่าง น่าสนใจเก็งกำไรช่วงสั้นๆ📊 ติดตาม Tactical Daily โดย หนึ่ง ชาญเดช หลีทศรัตน์ KSecurities : Facebook และ Youtube ชมสดก่อนปิดตลาดเย็น...ตั้งแต่ 16.15 น. เป็นต้นไป ................................. "Tactical Daily" รายการลงทุนใหม่ Live สด! มอง Movement ตลาด ถาม-ตอบเรื่องหุ้น ผ่านมุมมองทางเทคนิค สดทุกวันก่อนปิดตลาดเย็น...ตั้งแต่ 16.15 น. เป็นต้นไป Tactical Talk Market Movement ช่วงถาม-ตอบสด นักลงทุน ดำเนินรายการโดย ติดตามการวิเคราะห์ โดย หนึ่ง ชาญเดช หลีทศรัตน์ #KS #KSecurities #หุ้น #ลงทุน #TacticalDaily #วิเคราะห์เทคนิค #MarketMovement คำเตือน : กรุณาทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
3
612
invxsecurities
🇰🇷 005930.KR (Samsung) รับสองแรงหนุน ราคาหน่วยความจำขึ้น และโอกาสชิงงานชิป AI จาก Big Tech ✨ สรุปสาระสำคัญ Samsung กำลังได้แรงหนุนสองทาง โดย ▸ ด้านแรกคือแผนขึ้นราคา DRAM ราว 20% ในไตรมาส 3 ซึ่งสะท้อนภาวะหน่วยความจำยังขาดแคลนและผู้ผลิตมีอำนาจต่อรองสูง ▸ ด้านที่สองคือโอกาสได้งานผลิตชิป AI รุ่นใหม่ของ Meta ผ่านกระบวนการ 2 นาโนเมตร หากเกิดขึ้นจริงจะช่วยยกระดับธุรกิจ Foundry ของ Samsung ให้กลับมาแข่งขันในตลาดชิป AI ขั้นสูงได้มากขึ้น ▸ อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามความเสี่ยงจากราคาหน่วยความจำที่สูงขึ้นจนกระทบความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ปลายทาง ✅ 1) Samsung เดินหน้าขึ้นราคา DRAM ในไตรมาส 3 ▸ Samsung Electronics มีแผนปรับขึ้นราคาเฉลี่ยของ DRAM ในไตรมาส 3 ราว 20% QoQ และได้แจ้งลูกค้าบางรายแบบไม่เป็นทางการแล้ว ▸ สะท้อนว่าตลาดหน่วยความจำยังตึงตัวจากความต้องการของศูนย์ข้อมูล AI และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดใหญ่ โดย SK Hynix ก็มีรายงานว่าพยายามปรับขึ้นราคาในทิศทางใกล้เคียงกัน ✅ 2) อำนาจต่อรองกลับมาอยู่ฝั่งผู้ผลิตหน่วยความจำ ▸ DRAM กลายเป็นหนึ่งในคอขวดสำคัญของการพัฒนา AI เพราะศูนย์ข้อมูลต้องใช้หน่วยความจำจำนวนมาก โดยเฉพาะงานฝึกและใช้งานโมเดล AI ขนาดใหญ่ ▸ นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าภาวะขาดแคลนหน่วยความจำอาจยืดไปถึงปี 2027 ทำให้ผู้ผลิตอย่าง Samsung, SK Hynix และ Micron มีอำนาจต่อรองด้านราคาสูงกว่าปกติ ✅ 3) แต่การขึ้นราคามีข้อจำกัดจากฝั่งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ▸ แม้ราคา DRAM ยังปรับขึ้น แต่สัญญาณจากจีนชี้ว่าความต้องการฝั่งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เริ่มอ่อนลง เพราะต้นทุนชิ้นส่วนที่สูงขึ้นจะถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้าปลายทาง เช่น สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ผู้บริโภค ▸ โดย TrendForce คาดว่าราคา DRAM ไตรมาส 3 จะเพิ่มขึ้นราว 13–18% QoQ ส่วน NAND Flash เพิ่มขึ้น 10–15% QoQ ซึ่งเป็นอัตราที่ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้า ✅ 4) อีกแรงหนุนสำคัญ: Samsung Foundry อาจได้งานผลิตชิป AI ให้ Meta ▸ นอกจากธุรกิจหน่วยความจำ Samsung ยังมีข่าวว่า Meta กำลังพิจารณาใช้ Samsung Foundry ผลิตชิป AI แบบออกแบบเฉพาะของตัวเอง หรือ MTIA รุ่นที่ 3 ด้วยกระบวนการผลิต 2 นาโนเมตร มูลค่าดีลอาจมากกว่า 10 ล้านล้านวอน ▸ หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นสัญญาณบวกต่อธุรกิจรับจ้างผลิตชิปของ Samsung ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานเกี่ยวกับลูกค้าอย่าง Tesla และ Anthropic เช่นกัน ✅ 6) ทำไม Meta ถึงสำคัญต่อ Samsung ▸ Meta ต้องการลดการพึ่งพา GPU จาก Nvidia และสร้างชิปของตัวเองเพื่อรองรับศูนย์ข้อมูล AI ขนาดใหญ่ รวมถึงแผนเข้าสู่ธุรกิจให้เช่ากำลังประมวลผล AI ในอนาคต ▸ หาก Samsung ได้งานผลิต MTIA จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของกระบวนการ 2 นาโนเมตร และทำให้ Samsung กลับมาเป็นคู่แข่งสำคัญของ TSMC ในตลาดชิป AI แบบออกแบบเฉพาะ 🎯 มุมมองของ INVX ประเด็นนี้ทำให้ภาพของ Samsung ดูแข็งแรงขึ้นในสองด้านพร้อมกัน คือ ✅ 1) ธุรกิจหน่วยความจำได้ประโยชน์จากราคา DRAM ที่ปรับขึ้น และ ✅ 2) ธุรกิจรับจ้างผลิตชิปมีโอกาสได้คำสั่งซื้อจาก Big Tech ที่ต้องการชิป AI ของตัวเอง หากรวมกับความสามารถด้านหน่วยความจำ การผลิตชิป และการบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง Samsung จึงมีโอกาสเป็นหนึ่งในผู้ได้ประโยชน์หลักจากการลงทุน AI ทั้งระบบ ✅ ภาพรวมเป็นบวกต่อ Samsung Electronics มากที่สุด เพราะได้แรงหนุนพร้อมกันทั้งฝั่ง Memory จาก DRAM ขึ้นราคา และฝั่ง Foundry จากโอกาสรับงาน AI ASIC ของ Meta/Anthropic ซึ่งช่วยยกระดับ Samsung จากผู้ผลิตหน่วยความจำไปสู่ผู้เล่นโครงสร้างพื้นฐาน AI แบบครบวงจร ทั้ง Memory, Foundry และ Advanced Packaging ✅ ขณะที่ 000660.KR (SK Hynix) และ $MU (Micron) ยังได้ประโยชน์จากวัฏจักร DRAM/HBM ======================== 📌ที่มา : innovestx.co.th/cafeinvest/s… ======================== 📱 ดาวน์โหลดแอปและเปิดบัญชีวันนี้ 👉 hhttps://innovestx.onelink.me/23if/appxcontent 📰 ติดตามบทวิเคราะห์การลงทุนจากพวกเรา 👉 innovestx.co.th/cafeinvest ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศอาจมีความเสี่ยงทางด้านอัตราการแลกเปลี่ยนเข้ามาเกี่ยวข้อง #InnovestX #INVX #WealthAlert #หุ้นเอเชีย #หุ้นต่างประเทศ #หุ้นเกาหลี #Samsung
4
11
1,711
prayutnahee55
วันนี้อยากจะพาเพื่อนๆมาส่อง 8 หุ้นแบงก์ไทยปันผลแกร่ง ต้อนรับครึ่งปีหลัง 2026 หลังจากผ่านพ้นช่วงครึ่งปีแรกมาอย่างดุเดือด วันนี้เรามาอัปเดตสถานะของ 8 หุ้นธนาคารพาณิชย์ไทย กันชัดๆกันครับ โดยอ้างอิงข้อมูลราคาปิดล่าสุด มาดูกันว่าแบงก์ไหนยังรักษาแชมป์ความอึด และแบงก์ไหนให้ผลตอบแทนแซงทางโค้งขึ้นมาบ้าง KKP แชมป์ความสม่ำเสมอ ลากยาว 27 ปีไม่เคยพัก ซึ่งถ้าถามหาความสม่ำเสมอระดับตำนาน ต้องยกให้ KKP ที่ตอนนี้นับสถิติจ่ายปันผลต่อเนื่องยาวนานถึง 27 ปี เข้าไปแล้ว แถมด้วยราคาล่าสุดที่ 103.50 บาท ทำให้อัตราปันผล ยังคงสูงลิ่วอยู่ที่ 7.36% SCB ยืนหนึ่งเรื่องความแรง Yield ทะลุ 8.32% สำหรับสายดุดันเน้นรับเงินก้อนใหญ่ SCB คือคำตอบของรอบนี้ แม้ว่าสถิติจ่ายต่อเนื่องจะนับใหม่ได้ 5 ปี แต่ ณ ราคาปิดวันศุกร์ที่ 153.50 บาท มันส่งผลให้ Dividend Yield พุ่งทะยานไปสูงที่สุดในกลุ่มถึง 8.32% เรียกได้ว่าจ่ายหนักจัดเต็มจริงๆ กลยุทธ์ของผมในการเลือกหุ้นแบงก์เข้าพอร์ตคือ - เน้นกินยาว มั่นใจในระบบ หุ้น KKP และ KTB ถือเป็นหุ้นที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบ 3 ทศวรรษ เหมาะกับพอร์ตออมเงินระยะยาว - เน้นกระแสเงินสด Yield สูง หุ้น TISCO และ SCB ถือเป็นตัวเร่งสปีดเงินปันผลชั้นดีให้กับพอร์ตในช่วงนี้ พอร์ตของเพื่อนๆ มีหุ้นธนาคารตัวไหนกันบ้างครับ ชอบตัวไหนบ้าง เหตุผลคืออะไร มาคอมเม้นกันได้ครับ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น มิได้มีเจตนาเพื่อชี้ชวน เชิญชวน หรือให้คำแนะนำในการซื้อขายหลักทรัพย์ใดๆ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและวิเคราะห์ด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง ทางผู้เขียนขอสงวนสิทธิ์ไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการนำข้อมูลไปใช้อ้างอิงไม่ว่ากรณีใดๆ
ประกาศ วันนี้เราสามารถเทรดคู่ USDC/USDT บน BINANCE TH ฟรีค่าธรรมเนียม 0%! ใครเป็นสายเทรดหรือสายฟาร์มสเตเบิลคอยน์ บอกเลยว่าแคมเปญนี้คุ้มจัดและห้ามพลาดเด็ดขาดครับ ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่า การที่แพลตฟอร์มเปิดให้เทรดคู่ USDC/USDT แบบไม่มีค่าฟี มันดียังไง เดี๋ยวผมจะสรุปให้ฟังง่ายๆ 3 ข้อหลักๆ เลยครับ 1.ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเทรดสลับไปมาระหว่าง USDC และ USDT ได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น จบในที่เดียว ไม่ต้องโอนย้ายหลายตลบ 2.เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการบริหารจัดการสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะการเทรดฟรีค่าธรรมเนียม 0% จะช่วยเซฟเงินในกระเป๋าของเราให้เหลือไปต่อยอดส่วนอื่นได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย 3.ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการปรับพอร์ตตามสภาวะตลาดที่ผันผวนได้อย่างไร้รอยต่อ อยากพักเงินหรือเตรียมช้อนเหรียญไหนก็ทำได้ทันที สิทธิพิเศษค่าธรรมเนียม 0% สำหรับคู่เทรด Spot USDC/USDT นี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงนะครับ #BinanceTH คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
3
87
106
8,905