สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

Joined June 2020
14,671 Photos and videos
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไทยแข่งขันร้อนแรงต่อเนื่อง หลังผู้ผลิตรถยนต์จีนเร่งขยายการลงทุนและเปิดตัวรถรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมี มากกว่า 10 แบรนด์ ที่เข้ามาทำตลาดอย่างเป็นทางการในไทยแล้ว และล่าสุด Chery Group OMODA & JAECOO เข้ามาทำตลาดและสร้างโรงงานผลิต โดยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา CHERY Group และ OMODA & JAECOO ประเทศไทย เปิดวิสัยทัศน์ Intelligent Mobility และพลังงานแห่งอนาคต พร้อมยกระดับระบบนิเวศยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทย THE STANDARD WEALTH ร่วมสัมภาษณ์ เซดริก ชุย  ประธานบริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) ถึงกลยุทธ์ของบริษัทในประเทศไทย ซึ่งเขาเผยกลยุทธ์ทางธุรกิจว่า หลังเริ่มเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยครั้งแรกในปี 2567 บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับ New Energy Vehicle (NEV) เป็นหัวใจหลัก ซึ่งไม่เฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า BEV เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle: PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้าแบบเพิ่มระยะทางวิ่ง (Range-Extended Electric Vehicle: REEV) ที่จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์พลังงานใหม่ . . 📌 อ่านบทความฉบับเต็มต่อได้ที่ thestandard.co/omoda-jaecoo-… . . #TheStandardWealth
1
886
ศุลกากรตรวจเข้ม! ยกระดับมาตรการสกัดกั้นยาเสพติด ใช้ ‘เครื่องเอกซเรย์-สุนัข K-9’ ตรวจสัมภาระขาออก ศุลกากรยกระดับมาตรการสกัดกั้นยาเสพติด ใช้ ‘เครื่องเอกซเรย์-สุนัข K-9’ ตรวจสัมภาระขาออก ดึง AI คัดกรองผู้โดยสาร เลี่ยงไม่ให้กระทบนักท่องเที่ยว วันนี้ (6 กรกฎาคม) พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรได้ยกระดับมาตรการสกัดกั้นยาเสพติดไปยังต่างประเทศตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ผ่านการเพิ่มความเข้มงวดการตรวจสอบในส่วนของขาออกมากขึ้น ทั้งการนำเครื่องเอกซเรย์มาสแกนสัมภาระ รวมถึงนำสุนัขตำรวจ (K-9) มาดมหาสารเสพติด ก่อนโหลดกระเป๋าเดินทาง “เริ่มมีการเอกซเรย์ขาออกแล้ว แต่ยังไม่สะดวกนัก เพราะต้องเอากระเป๋าที่สงสัยไป เอกซเรย์เครื่องขาเข้า นอกจากนี้ ยังเริ่มใช้ K9 ดมพัสดุภัณฑ์แล้วเช่นกัน” พันธ์ทองกล่าว นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังเพิ่มโทษปรับ กรณีลักลอบส่งออกกัญชาในอัตรากิโลกรัมละ 30,000 บาท พร้อมยึดของกลาง โดยมีผลตั้งแต่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อยกระดับการปราบปรามยาเสพติดอีกด้วย ที่ผ่านมาประเทศไทยมุ่งเน้นเฉพาะการตรวจสอบผู้โดยสารขาเข้า และไม่ค่อยเข้มงวดกับผู้โดยสารขาออกมากนัก ซึ่งเป็นลักษณะการดำเนินงานปกติของศุลกากรทั่วโลก แต่ด้วยระบบสาธารณูปโภคที่ดี ทำให้ไทยถูกใช้เป็นทางผ่านในการลำเลียงยาเสพติด “เมื่อก่อน เรากลัวว่าการตรวจสอบสัมภาระขาออกจะเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดี แต่วันนี้ เราต้องลองดู” พันธ์ทองกล่าว อย่างไรก็ตาม พันธ์ทองยอมรับว่า กรมศุลกากรไม่สามารถตรวจสอบนักเดินทางกว่า 85 ล้านคนต่อปี รวมถึงคอนเทนเนอร์ทั้ง 13 ล้านตู้ได้หมด กรมศุลกากรจึงจำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงผู้โดยสาร เป็นตาข่ายกรองเป็นขั้นต้น ผ่านระบบบริหารความเสี่ยง หรือ Risk Management ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อรักษาสมดุล ไม่ให้การตรวจสอบกระทบนักท่องเที่ยวมากจนเกินไป เนื่องจากเป็นรายได้หลักของประเทศ และเป็นจุดอ่อนสำคัญที่มิจฉาชีพพยายามแฝงตัว ตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่ 1 ตุลาคมจนถึง 30 มิถุนายน กรมศุลกากรจับคดียาเสพติดไปแล้วกว่า 100 คดี นับเป็นมูลค่ากว่า 700-800 ล้านบาท ผ่านการบูรณาการร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ตลอดจนการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) “เมื่อวานเราจับยาเสพติดขาเข้าได้กว่า 100 กิโลกรัมที่แม่สาย ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าบ้านเราไม่ใช่แหล่งผลิต” พันธ์ทองกล่าว ทั้งนี้ พันธ์ทองระบุว่า กรมศุลกากรยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้ยังไม่สามารถเพิ่มเครื่องเอกซเรย์ได้ครบทุกด่าน อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ AOT พิจารณาสนับสนุนกรมศุลกากร ในการเพิ่มเครื่องเอกซเรย์ประจำอาคารโดยสารขาออก ทั้งในส่วนผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า สุดท้ายนี้ พันธ์ทองให้คำมั่นว่า กรมศุลกากรจะเพิ่มความเข้มงวดให้ยาเสพติดเหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้จะไม่สามารถทำให้หมดไปได้ “ประเทศที่เข้มงวดที่สุดในโลกอย่างออสเตรเลีย ยังทำให้หมดไปไม่ได้เลย คือเราต้องพยายามที่จะให้มันน้อยที่สุด หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้ ให้มันยุ่งยาก ให้มันลำบากกับแก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติ ไม่ให้มันสามารถดำเนินการในบ้านเราได้” พันธ์ทองกล่าว #TheStandardWealth
3
9
882
วันนี้ (6 ก.ค. 2569) ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) แถลงวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การดำเนินงานของสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ตั้งเป้าหมายยกระดับสถานะตลาดหุ้นไทยสู่ ‘ตลาดพัฒนาแล้ว’ ภายใน 15 ปี รับโจทย์รัฐบาลดันไทยเป็นประเทศรายได้สูง เล็งรื้อแนวคิดยกเว้นภาษี Capital gain ชั่วคราว หวังดึงเงินนักลงทุนไทยกลับประเทศ เพิ่มสภาพคล่องตลาด . . 📌 อ่านบทความฉบับเต็มต่อได้ที่นี่: thestandard.co/fetco-capital… . . #TheStandardWealth
3
1
1,092
ศึกชิงอาณาจักร AI เดือด! Macron-Modi เปิดเกมดึงบิ๊กเทคเข้าประเทศ ประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังเร่งเครื่องแข่งขันเพื่อไม่ให้ตกขบวนยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยผู้นำหลายชาติเริ่มลงสนามด้วยตนเองเพื่อดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดมหาศาล ขณะที่ประธานาธิบดี Emmanuel Macron ของฝรั่งเศส และนายกรัฐมนตรี Narendra Modi ของอินเดีย กลายเป็นสองผู้นำที่โดดเด่นที่สุดในการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อเกลี้ยกล่อมผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทั้งฝรั่งเศสและอินเดียต่างเร่งเดินหน้าสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) และระบบนิเวศ AI ภายในประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยมุ่งดึงดูดการลงทุนและโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จากบริษัทชั้นนำของโลก Modi เดินหน้าพบปะผู้บริหารเทคโนโลยีรายใหญ่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้หารือกับ Andy Jassy ซีอีโอของ Amazon และต้อนรับแผนลงทุนมูลค่า 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ในอินเดีย ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ จะถูกใช้สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และคลาวด์คอมพิวติ้ง ก่อนหน้านี้ Modi ยังได้พบกับ Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft, Sundar Pichai ซีอีโอของ Google และ Lip-Bu Tan ซีอีโอของ Intel ซึ่งต่างให้คำมั่นว่าจะมีส่วนช่วยพัฒนาระบบนิเวศ AI ของอินเดีย ด้านฝรั่งเศส Macron ประสบความสำเร็จในการโน้มน้าว SoftBank ให้ลงทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในโครงการศูนย์ข้อมูล AI ภายในประเทศ โดย SoftBank ประกาศแผนสร้างศูนย์ข้อมูล AI กำลังการผลิตรวม 3.1 กิกะวัตต์ภายในปี 2031 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการลงทุนมูลค่า 7.5 หมื่นล้านยูโร เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI รวม 5 กิกะวัตต์ในฝรั่งเศส การแข่งขันดึงดูดการลงทุน AI ในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กลายเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ผู้นำประเทศต้องลงมาขับเคลื่อนด้วยตนเอง เพราะผู้ที่สามารถดึงดูดศูนย์ข้อมูล บุคลากร และเงินลงทุนได้มากที่สุด อาจกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งใหม่ของโลกในทศวรรษหน้า ญี่ปุ่นส่งสัญญาณเตือนไปยังตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอีกครั้งในวันศุกร์ หลังจาก Satsuki Katayama รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น กล่าวว่า รัฐบาลโตเกียวยังคงหารือกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับประเด็นค่าเงิน และพร้อมดำเนินการเพื่อพยุงค่าเงินเยน หากจำเป็น หลังจากเงินเยนฟื้นตัวขึ้นจากระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบ 40 ปี เงินเยนได้รับแรงหนุนบางส่วนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐในวงกว้าง หลังรายงานการจ้างงานสหรัฐฯ ที่ออกมาอ่อนแอกว่าคาดในวันพฤหัสบดี ทำให้นักลงทุนลดการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ Katayama กล่าวว่า “จุดยืนของเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย เราพร้อมตอบสนองอย่างเหมาะสมได้ทุกเมื่อหากมีความจำเป็น” เธอยังระบุว่าหน่วยงานของญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ยังคงติดต่อประสานงานกันอย่างใกล้ชิดในประเด็นอัตราแลกเปลี่ยน “แม้ในวันที่สหรัฐฯ หยุดทำการ” เมื่อวันพฤหัสบดี เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ท่ามกลางการจับตาของนักลงทุนต่อความเป็นไปได้ที่ทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงตลาด และความกังวลว่ารัฐบาลอาจใช้แนวทางใหม่ในการเข้าซื้อเงินเยน อย่างไรก็ตาม ผู้ค้าหลายรายมองว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวยังไม่รุนแรงพอที่จะบ่งชี้ว่ามีการแทรกแซงเกิดขึ้นจริง ล่าสุด เงินเยนซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 161.2 เยนต่อดอลลาร์ในวันศุกร์ ฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปีที่ 162.84 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งทำไว้เมื่อวันอังคาร การอ่อนค่าของเงินเยนอย่างต่อเนื่องกำลังสร้างความปวดหัวให้กับผู้กำหนดนโยบายญี่ปุ่น เนื่องจากทำให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าสูงขึ้น ซ้ำเติมภาระของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่กำลังเผชิญกับราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามอิหร่าน ขณะเดียวกัน สัญญาณความเปราะบางในภาคธุรกิจญี่ปุ่นเริ่มปรากฏชัดขึ้น โดยรายงานจากสถาบันวิจัย Tokyo Shoko Research ระบุว่า จำนวนบริษัทที่ล้มละลายจากผลกระทบของเงินเยนอ่อนค่าอยู่ที่ 45 แห่งในช่วงครึ่งแรกของปี เพิ่มขึ้น 32.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รายงานระบุว่า ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าที่สูงขึ้นจากการอ่อนค่าของเงินเยนส่งผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะต่อธุรกิจค้าส่งที่มีอำนาจในการปรับขึ้นราคาสินค้าได้จำกัด พร้อมคาดการณ์ว่าการล้มละลายในลักษณะนี้มีแนวโน้มจะอยู่ในระดับสูงต่อไปในอนาคตอันใกล้ ภาพ: Alexandros Michailidis, Amit.pansuriya/ Shutterstock #TheStandardWealth
4
5
1,576
ก.ล.ต. เร่งสอบข้อเท็จจริง กรณี TRUE ชี้แจงรายงานได้มาหุ้น 3.2% อาจไม่ถูกต้อง ยันปัจจุบันไม่มีหุ้นบุริมสิทธิ ก.ล.ต. พร้อมเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีผู้แจ้งรายงานการได้มาซึ่งหุ้น บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) จนสัดส่วนถือครองแตะระดับกว่า 7% ข้อมูลอาจคลาดเคลื่อน หลัง TRUE ทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ท้วงว่าข้อมูลในรายงานอาจไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะส่วนที่ระบุว่าเป็น ‘หุ้นบุริมสิทธิ’ ทั้งที่บริษัทยืนยันว่าปัจจุบันไม่มีหลักทรัพย์ประเภทดังกล่าวแล้ว กรณีดังกล่าว มาจากสรุปแบบรายงานการได้มา/จำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ที่สำนักงาน ก.ล.ต. เผยแพร่ประจำวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ซึ่งระบุว่า ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ได้มาซึ่งหุ้นของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 คิดเป็น 3.2174% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด ส่งผลให้ถือครองภายหลังการได้มาเพิ่มเป็น 7.0992% ด้าน TRUE ทำหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ระบุว่าจำนวนที่ได้มารวม 3.2174% นั้น แบ่งเป็นหุ้นสามัญราว 3.1786% และ หุ้นบุริมสิทธิราว 0.0388% ซึ่งเป็นจุดที่บริษัทตั้งข้อสังเกต เพราะ TRUE ไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิให้บุคคลทั่วไป และปัจจุบันไม่มีหลักทรัพย์ประเภทหุ้นบุริมสิทธิแล้ว บริษัทจึงมองว่าข้อมูลในแบบ 246-2 อาจมีความไม่ถูกต้อง และได้แจ้งข้อเท็จจริงนี้ต่อ ก.ล.ต. ในวันเดียวกัน อนึ่ง หุ้นบุริมสิทธิ คือ หุ้นที่ผู้ถือมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผลก่อนหุ้นสามัญทั่วไป แต่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงในการบริหารบริษัท TRUE ยังย้ำว่า ตามหมายเหตุบนหน้าเว็บไซต์แบบ 246-2 ของ ก.ล.ต. ข้อมูลดังกล่าวยังเป็นเพียง ‘ข้อมูลเบื้องต้น’ กล่าวคือยังไม่ครบถ้วนและ/หรืออยู่ระหว่างการสอบทาน โดยบริษัทรับทราบว่า ก.ล.ต. จะติดต่อสอบถามข้อเท็จจริงจากผู้ยื่นแบบต่อไป พร้อมประเมินว่ารายการนี้จะไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทิศทางธุรกิจ การบริหารจัดการ หรือการดำเนินงานของบริษัท ขณะที่ เอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษก ก.ล.ต. ระบุว่า ก.ล.ต. อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง โดยติดตามเรื่องนี้ตั้งแต่มีการรายงานเข้ามา และพบข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูล จึงได้ทำเครื่องหมายเตือนผู้ลงทุนต่อรายงานแบบ 246-2 ฉบับดังกล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ หากพบการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ก.ล.ต. จะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป #TheStandardWealth
6
6
1,804
‘อสมท’ ประกาศ 10 ก.ค. นี้ เริ่มขายเอกสารเปิดให้เช่าที่ดิน 50 ไร่ มูลค่า 9,000 ล้านบาท ทำเลรัชดา-พระราม 9 เปิดทางเอกชนลงทุนได้ทุกรูปแบบ ‘อสมท’ ประกาศขายเอกสารโครงการให้เช่าที่ดิน 50 ไร่ ทำเลธุรกิจ CBD รัชดา – พระราม 9 มูลค่าทรัพย์สิน 9,000 ล้านบาท ดีเดย์ 10 ก.ค. นี้ เปิดกว้างเอกชนลงทุนได้ทุกรูปแบบ ดร.ญาดา กาศยปนันทน์ กรรมการ รักษาการในตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT กล่าวว่า “ภายหลังจากที่ บมจ.อสมท ได้จัดประชุมรับฟังข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็น (Market Sounding) จากนักลงทุนและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่อข้อกำหนดและหลักเกณฑ์การเข้าร่วมยื่นข้อเสนอโครงการให้เช่าเพื่อลงทุนพัฒนา และบริหารจัดการที่ดินเชิงพาณิชย์ ของ บมจ.อสมท เมื่อไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนจำนวนมาก โดย บมจ.อสมท ประกาศเปิดจำหน่ายเอกสารโครงการให้เช่าที่ดินฯระยะยาวด้วยวิธีการประมูล ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม - 26 สิงหาคม 2569 โดยคาดว่า ด้วยศักยภาพของที่ดินจะได้รับความสนใจจากกลุ่มนักลงทุนอย่างมาก สำหรับที่ดินผืนใหญ่ ย่านรัชดา - พระราม 9 นี้ มีเนื้อที่รวมกว่า 50 ไร่ เป็นสินทรัพย์ที่มีศักยภาพสูงตั้งอยู่ในย่านธุรกิจ ใกล้ถนนรัชดาภิเษก ด้านทิศเหนือติดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และกระทรวงวัฒนธรรม ด้านทิศใต้ติดถนนเทียมร่วมมิตร ด้านทิศตะวันออกติดลำชวดกระทุ่มโพลง ด้านทิศตะวันตกติดที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย และศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน มีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญครบครัน จุดเชื่อมต่อขนส่งสาธารณะที่สำคัญ ซึ่งเป็นสถานีร่วมของรถไฟฟ้า 2 สาย ได้แก่ สายสีส้ม (บางขุนนนท์ - ศูนย์วัฒนธรรม - มีนบุรี) และสายสีน้ำเงินช่วงบางซื่อท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค) ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดต่อซื้อเอกสารได้ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม - 26 สิงหาคม 2569 ที่ฝ่าย Asset Management ชั้น 4 อาคารอำนวยการ 1 บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ถนนพระราม 9 หรือโทร.02-201-6195-6 และ 061-410-8841 หรือทาง mcot.net #TheStandardWealth
4
7
2,180
แบงก์ออมสินเตรียมหารือ สศค. ขอเพิ่มวงเงินปล่อยสินเชื่อเพื่อติดตั้งโซลาร์และซื้อรถอีวี หลังความต้องการทะลุ 2 หมื่นล้านบาท สูงกว่าวงเงินเดิมที่ตั้งไว้ 5 พันล้านบาท แบงก์ออมสินเผยความต้องการสินเชื่อสำหรับติดตั้งโซลาร์และซื้อรถ EV พุ่งทะลุ 2 หมื่นล้านบาท สูงกว่าวงเงินเดิมที่ตั้งไว้ 5 พันล้านบาท เตรียมหารือ สศค. ขอจัดสรรวงเงินสินเชื่อเพิ่ม หลัง 31 กรกฎาคมนี้ วันนี้ (6 กรกฎาคม) ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ยอดความต้องการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานมีจำนวนกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าวงเงินเดิมที่ 5,000 ล้านบาท ที่ธนาคารจัดสรรไว้ และจะมีการหารือกับ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เพื่อพิจารณาเกลี่ยหรือย้ายวงเงินจากส่วนอื่นมาเพิ่มเติมสินเชื่อดังกล่าว ทรงพลกล่าวต่อว่า ในระยะแรก (Phase 1) ธนาคารออมสินจะกำหนดวงเงินให้สถาบันการเงินแต่ละแห่งไม่เกิน 500 ล้านบาท ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม จากนั้นจึงจะประเมินความต้องการและจัดสรรวงเงินใหม่ร่วมกับ สศค. เบื้องต้น ทรงพลคาดว่า วงเงิน 5,000 ล้านบาทจะถูกใช้เต็มวงเงินภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ แต่สินเชื่ออื่นๆ ภายใต้โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ‘GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย’ อาจใช้ไม่เต็มวงเงิน จึงจำเป็นต้องมีการโยกวงเงินให้สอดคล้องกับความต้องการที่เกิดขึ้นจริง “กลุ่มรถ EV มีโอกาสสูงที่จะต้องขยายวงเงินเพิ่ม เนื่องจากวงเงินที่ตั้งไว้ 5,000 ล้านบาท อาจไม่เพียงพอกับความต้องการ ขณะที่ Soft Loan วงเงินรวม 100,000 ล้านบาท อาจมีบางประเภทใช้ไม่หมด หากวงเงิน EV เต็ม ธนาคารจะหารือกับ สศค. เพื่อโยกวงเงินส่วนที่เหลือมาเพิ่มเติม เพราะเป็นสินเชื่อที่สอดคล้องกับนโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ” ทรงพล กล่าว ทั้งนี้ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ‘GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย’ วงเงินรวม 100,000 ล้านบาท เป็นโครงการที่ธนาคารออมสินปล่อยสินเชื่อให้แก่สถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) เพื่อนำไปปล่อยต่อแก่ลูกค้ารายย่อยและผู้ประกอบการ แบ่งเป็น 3 วัตถุประสงค์ ได้แก่ 1. สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง วงเงิน 30,000 ล้านบาท 2. สินเชื่อเพื่อขยายธุรกิจ วงเงิน 65,000 ล้านบาท 3. สินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ‘ซื้อรถ EV ติดโซลาร์เซลล์’ วงเงิน 5,000 ล้านบาท โดยสถาบันการเงินและ Non-Bank ที่เข้าร่วมโครงการต้องปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าก่อน จึงจะสามารถมาเบิกวงเงินจากธนาคารออมสินได้ 🟠คุมดอกเบี้ยปลายทางต่ำกว่าตลาดลีสซิ่ง ทั้งนี้ ทรงพลกล่าวว่า ธนาคารออมสินกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate) ของสินเชื่อปลายทางให้ต่ำกว่าอัตราที่ธุรกิจลีสซิ่งปล่อยสินเชื่อตามปกติ เพื่อให้ผู้กู้ได้รับประโยชน์จากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง กรณีสินเชื่อรถยนต์ หากผู้ให้บริการคิดอัตราดอกเบี้ยแบบ Flat Rate 2.5% ต่อปี สำหรับระยะเวลา 5 ปี อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงจะอยู่ที่ประมาณ 4.75% ต่อปี หลังหัก 0.25% ทั้งนี้ ธนาคารออมสินยืนยันว่า ความเสี่ยงจากค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ไม่กระทบต่อความเสี่ยงของธนาคารโดยตรง เนื่องจากธนาคารไม่ได้ปล่อยสินเชื่อให้ผู้ซื้อรถยนต์โดยตรง แต่ปล่อยสินเชื่อให้แก่สถาบันการเงินและ Non-Bank ที่เข้าร่วมโครงการ #TheStandardWealth
1
4
1,189
เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังส่อแววแผ่วปลายแม้ครึ่งปีแรกจะสามารถฟื้นตัวได้ดี โดยมีความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพรวมการเติบโตแบบกระจุกตัว พร้อมเปิดข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ที่ยากลำบากของครัวเรือนไทยผ่านภาวะ ‘3 ลด’ ซึ่งตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่ดูเหมือนจะปรับตัวลดลงนั้น แท้จริงแล้วกลับเป็น ‘การลดหนี้ที่สุขภาพไม่ดี’ อันเกิดจากภาวะการเงินตึงตัวที่ทำให้ประชาชนและ SME เข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น . 📌 อ่านบทความฉบับเต็มต่อได้ที่นี่: thestandard.co/thai-economy-… . . #TheStandardWealth
3
6
1,291
OPEC เปิดก๊อกน้ำมันอีกระลอก หลังอ่าวเปอร์เซียคลี่คลาย โดยเห็นชอบเพิ่มโควตาผลิต 1.88 แสนบาร์เรลต่อวัน เดินหน้าทยอยคืนกำลังผลิต ดันอุปทานโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น . ขณะเดียวกัน ต้องจับตาบทบาท UAE ที่ออกจากสมาชิก อาจสร้างแรงกดดันต่อสมดุลกลุ่ม ท่ามกลางราคาน้ำมันดิบร่วงแล้วราว 43% จากจุดพีก เหลือใกล้ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตลาดเริ่มกังวลภาวะ ‘น้ำมันล้นตลาด‘ สนพ.ยังคงจับตาภูมิรัฐศาสตร์ หลังช่วงวิกฤตยอดใช้น้ำมันยังเพิ่ม 5% พร้อมเผยสัญญาณใหม่ ยอดจดทะเบียน EV พุ่ง 68% . . 📌 อ่านบทความฉบับเต็มต่อได้ที่นี่: thestandard.co/opec-plus-oil… . . #TheStandardWealth
1
1,243
เงินเฟ้อไทยเดือน มิ.ย. เพิ่มขึ้น 2.42% ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือนติด พาณิชย์คงคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปีที่ 1.5% - 2.5% เงินเฟ้อไทยเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 2.42% YoY ขยายตัว 3 เดือนติด แต่ชะลอลงจากเดือนก่อนที่โต 2.79% YoY ส่งผลให้ครึ่งปีแรกเงินเฟ้อไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.79% จากปีก่อน วันนี้ (6 กรกฎาคม) ณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ของไทย เดือนมิถุนายน 2569 สูงขึ้น 2.42% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) นับเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน แต่ลดลง 0.34% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า (MoM) การขยายตัวของเงินเฟ้อเทียบกับปีก่อน มีปัจจัยสำคัญจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อน จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมทั้งการปรับโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้ค่าโดยสารสาธารณะปรับสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นเป็นวงกว้างในอัตราที่ค่อนข้างสูง ส่งผลให้ค่าครองชีพในส่วนนี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่นๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออกเพิ่มขึ้น 1.23% YoY เร่งตัวขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2569 ที่เพิ่มขึ้น 0.92% YoY สะท้อนการทยอยส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการไปยังราคาจำหน่าย สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ไตรมาสที่ 2 ปี 2569 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2568 สูงขึ้น 2.70% YoY และสูงขึ้น 3.08% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเฉลี่ย 6 เดือน (มกราคม - มิถุนายน) ปี 2569 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนสูงขึ้น 1.08% 🟠คาดเงินเฟ้อเฉลี่ยปีนี้ 1.5% - 2.5% สนค.คาดการณ์เงินเฟ้อเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ 1.5% - 2.5% ค่ากลางที่ 2.0% โดยอิงสมมติฐานจากราคาน้ำมันดิบดูไบทั้งปีที่ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่ 1.5% - 2.5% อัตราแลกเปลี่ยนเงินทั้งปีที่ 32.0 - 33.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ สนค. คาดว่าแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ณ ไตรมาส 3 ปี 2569 จะเป็นบวกอย่างต่อเนื่องที่ 2.79% YoY และไตรมาส 4 ที่ 3.02% YoY ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั้งปี อยู่ที่ 1.5% - 2.5% ค่ากลางที่ 2.0% พร้อมระบุว่า ต้องคอยจับตาสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อไป โดยในช่วงไตรมาส 3 มีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น ดังนี้ ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ทรงตัวสูงกว่าปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมทั้งการปรับโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ ราคาอาหารสำเร็จรูปทยอยปรับตัวสูงเป็นวงกว้าง และมีการปรับราคาต่อจานในอัตราที่ค่อนข้างสูง แม้ว่าต้นทุนการผลิตบางประเภทจะเริ่มส่งสัญญาณราคาลดลง สะท้อนถึงภาวะค่าครองชีพที่จะสูงขึ้นอย่างถาวร ค่าใช้จ่ายในการเดินทางปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารรถประจำทาง ตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อนหน้า ราคาผักสดที่สำคัญมีแนวโน้มสูงกว่าปีก่อนหน้าจากฐานราคาที่ต่ำในปีก่อน รวมทั้งมีความเสี่ยงจากผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญ สำหรับปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่ ค่ากระแสไฟฟ้าในรอบเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 ยังคงต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าเล็กน้อย ราคาเนื้อสัตว์มีแนวโน้มปรับลดลง จากอุปทานที่เข้าสู่ตลาดอย่างเพียงพอ ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2569 อยู่ระหว่าง 1.5% - 2.5% (ค่ากลาง 2.0%) 🟠เงินเฟ้อไทยเทียบต่างประเทศ ข้อมูลล่าสุดเดือนพฤษภาคม 2569 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ของไทยปรับสูงขึ้น 2.79% YoY โดยอยู่ระดับต่ำอันดับที่ 44 จาก 139 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และอยู่ในอันดับที่ 5 ของอาเซียนจาก 9 ประเทศที่มีการประกาศตัวเลข ดังนี้ 🇧🇳บรูไน 0.1% 🇹🇱ติมอร์-เลสเต 0.4% 🇸🇬สิงคโปร์ 1.8% 🇲🇾มาเลเซีย 2.0% 🇹🇭ไทย 2.79% 🇮🇩อินโดนีเซีย 3.08% 🇻🇳เวียดนาม 5.6% 🇵🇭ฟิลิปปินส์ 6.8% 🇱🇦สปป.ลาว 9.0% #TheStandardWealth
5
13
1,676
มาแล้ว! CenTRal cENtrAL - โครงการ Next-Gen Mixed-Use ใหม่สยามสแควร์ของ ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ ที่ร่วมทุนกับ ‘มิตซูบิชิ เอสเตท’ มูลค่าโครงการรวมกว่า 11,000 ล้านบาท โดยตั้งอยู่บนที่ดิน 7 ไร่ มีขนาดพื้นที่ 141,000 ตร.ม. (GBA) ประกอบด้วย * ศูนย์การค้า เปิด Q2/ปี 2570 รวมแบรนด์และประสบการณ์ใหม่ๆ จากทั่วเอเชียและทั่วโลกรวมกว่า 300 แบรนด์ * อาคารสำนักงาน เปิด Q4/ ปี 2570 ซึ่งจะสูง 12 ชั้น รองรับคนทำงานประมาณ 2,500 คน * โรงแรม เปิด Q1/ปี 2572 โดยเป็นครั้งแรกในไทยกับ 25hours Hotel แบรนด์โรงแรม Playful Luxury ดังระดับโลกที่มีคาแร็กเตอร์เฉพาะของเมืองนั้นๆ มีเพียง 13 เมืองทั่วโลก มี 349 ห้อง สำหรับดึงดูดกลุ่ม Affluent Travelers ที่มีกำลังซื้อสูงจากทั่วโลก เหตุผลที่เลือกใช้ CenTRal cENtrAL แม้จะเป็นคำซ้ำ แต่เซ็นทรัลพัฒนามองว่า เป็นเสน่ห์ของการใช้ภาษาไทยที่ ตอกย้ำถึงความสำคัญของโลเคชั่น เป็นจุดศูนย์กลาง Youth Culture และศูนย์กลางที่สำคัญของกรุงเทพฯ ใช้แนวคิดสถาปัตยกรรม ‘Fabric of the Future’ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย สะท้อนทั้งการตีความแฟชั่นสู่สถาปัตยกรรม โดยมีการผสานสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเข้ากับความทรงจำของพื้นที่ เบื้องต้นได้มีการเปิดเผยไฮไลท์ของโครงการเช่น * ‘Social Theatre’ พื้นที่ Public Gathering Space ใจกลางโครงการ รองรับกิจกรรมหลากหลายเช่น Art, Performance และ Creative Activities ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมาแสดงออกและทดลองไอเดีย ล้อมรอบด้วย Immersive LED Experience ช่วยสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ * ‘Skyline Theatre’ พื้นที่ลอยฟ้าที่เห็นมุมมองสู่สี่แยกปทุมวัน โดย ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ ระบุว่า มองพื้นที่แห่งนี้เป็นทั้งจุดพักผ่อน จุดนัดพบ และเป็น Gateway แห่งใหม่ของสยามสแควร์ * ร้านอาหารและคาเฟ่คอนเซ็ปต์ใหม่ที่รวมประสบการณ์ Food Culture หลากหลายจากทั่วโลกและรวมร้านดัง Popular Neighbourhood Café จากทั่วกรุงเทพฯ มาไว้ที่นี่ที่เดียว #TheStandardWealth
7
150
100
523,945
เปิด 10 อันดับกระทรวงที่ได้รับจัดสรรงบประมาณมากที่สุด จากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อันดับที่ 1 กระทรวงการคลัง ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 440,871.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 41,601.50 ล้านบาท คิดเป็นการขยายตัว 10.4% อันดับที่ 2 กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 359,576.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4,580.40 ล้านบาท คิดเป็นการขยายตัว 1.3% อันดับที่ 3 กระทรวงมหาดไทย ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 288,280.00 ลดลงจากปีก่อน 10,661.80 คิดเป็นการขยายตัว -3.6% อันดับที่ 4 กระทรวงกลาโหม ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 203,284.70 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 957.10 ล้านบาท คิดเป็นการขยายตัว -0.5% อันดับที่ 5 กระทรวงสาธารณสุข ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 181,478.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4,603.90 ล้านบาท คิดเป็นการขยายตัว 2.6% อันดับที่ 6 กระทรวงคมนาคม ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 176,513.50 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 23,442.40 ล้านบาท คิดเป็นการขยายตัว -11.7% อันดับที่ 7 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 133,942.60 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 6,258.40 ล้านบาท คิดเป็นการขยายตัว -4.5% อันดับที่ 8 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 120,603.20 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 9,248.50 ล้านบาท คิดเป็นการขยายตัว -7.1% อันดับที่ 9 กระทรวงแรงงาน ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 72,748.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3,713.60 ล้านบาท คิดเป็นการขยายตัว 5.4% อันดับที่ 10 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 36,148.40 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 2,039.40 ล้านบาท คิดเป็นการขยายตัว -5.3% อ่านต่อ: thestandard.co/top-10-minist…
74
133
13,508
ทำไมทุนจีนยังครอง EEC? ถอดรหัส FDI ยุคใหม่ Data Center กำลังพลิกเกม | Morning Wealth 6 ก.ค. 69 ฝากคำถามได้ที่นี่ ถอดรหัส FDI ใน EEC เมื่อทุนจีนยังครองเบอร์ 1 ขณะที่ทุนยุโรปเริ่มกลับมา และคลื่นทุน Data Center กำลังเปลี่ยนเกม กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูด FDI ยุคใหม่ รายละเอียดเป็นอย่างไร ประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง พูดคุยกับ ดร.ปุณยวัจน์ ศรีสิงห์, นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส, ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) #EEC #FDI #DataCenter #เศรษฐกิจไทย #TheStandardWealth
10
15
3,186
หุ้นสหรัฐฯ อาจแพงกว่าที่คิด เมื่อทุกคนยอมจ่ายให้กับ AI บน ‘ฟองสบู่สองชั้น’ กระแสของเทคโนโลยี AI ทำให้นักลงทุนท่ัวโลกต่างยอมจ่ายราคาพรีเมียมให้กับหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกครั้งใหม่นี้ แม้ทุกคนจะยอมรับว่าหุ้น AI ส่วนมากมีราคาที่สูงเกินกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นในปัจจุบัน โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐฯ ที่มีบริษัท AI กระจุกตัวอยู่จำนวนมาก John Stepek นักข่าวอาวุโสของ Bloomberg เขียนวิเคราะห์ในประเด็นนี้ โดยบอกว่า “หุ้นสหรัฐฯ แพงกว่าที่คุณคิดไว้เสียอีก” นักลงทุนที่กระหาย AI กำลังยอมจ่ายในราคาฟองสบู่เพื่อแลกกับผลกำไรที่เป็นฟองสบู่ 🟠 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีมูลค่าสูงเกินจริงมากๆ Stepek ระบุว่า อัตราส่วนราคาต่อกำไร หรือ P/E ratio (Price/Earnings ratios) P/E แบบดั้งเดิมนั้นคิดง่ายๆ โดยนำราคาหุ้นปัจจุบันมาหารด้วยตัวเลขกำไรต่อหุ้นล่าสุด หรือค่าเฉลี่ยที่คาดการณ์ไว้สำหรับผลประกอบการรอบถัดไป เช่นเดียวกับอัตราส่วนทางการเงินอื่นๆ มันไม่ควรถูกนำมาพิจารณาโดดเดี่ยวๆ แต่มันคำนวณง่ายและช่วยเติมเต็มภาพรวมของบริษัทที่คุณกำลังศึกษาอยู่ได้ ค่า P/E บอกให้คุณรู้ว่านักลงทุนยินดีจ่ายเงินเท่าไหร่ในวันนี้ เพื่อแลกกับกำไร 1 ปอนด์ หรือ 1 ดอลลาร์ (หรือสกุลเงินใดๆ ก็ตาม) ในแง่ที่เข้าใจง่าย ตัวเลขที่สูงหมายความว่าหุ้นนั้นแพง (เพราะนักลงทุนยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อแลกกับกำไร 1 หน่วย) ในขณะที่ตัวเลขที่ต่ำหมายความว่าหุ้นนั้นถูก แต่ถ้าคุณตั้งสมมติฐานว่านักลงทุนมีเหตุผลอยู่พอสมควร และทฤษฎีตลาดมีประสิทธิภาพ (Efficient market hypothesis) ก็ถูกต้องอยู่พอสมควร แนวคิดแบบง่ายๆ นั้นก็จะดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ หากคุณยอมรับสมมติฐานนี้ การตีความที่ดีกว่าก็คือ ในสภาวะตลาดปกติ ค่า P/E ที่สูงจะชี้ให้เห็นว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นว่าผลกำไรนั้นเชื่อถือได้และมีแนวโน้มที่จะเติบโต (ดังนั้นคุณจึงยอมจ่ายแพงในวันนี้ บนสมมติฐานที่ว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งจะทำให้ราคาที่คุณจ่ายไปดูสมเหตุสมผล) ในขณะที่ตัวเลขที่ต่ำนั้นแฝงนัยถึงความกังวลว่าผลกำไรอาจจะสะดุดลง แต่ทีนี้ ในภาวะฟองสบู่ ตรรกะทั้งหมดนี้จะถูกโยนทิ้งไป ผู้คนอาจจงใจซื้อหุ้นที่พวกเขาเองก็มองว่าแพง เพียงเพราะคิดว่าเดี๋ยวก็มีคนอื่นยอมมาซื้อต่อในราคาที่สูงกว่านี้ในภายหลัง แต่เดี๋ยวเราค่อยมาคุยเรื่องนี้กัน 🟠 ฟองสบู่ด้านราคาที่ซ้อนทับบนฟองสบู่ด้านผลกำไร อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนึ่งของค่า P/E แบบดั้งเดิมคือความเป็นวัฏจักร ภาพเพียงหนึ่งปีอาจไม่ได้บอกอะไรคุณมากนักหากขาดบริบทในระยะยาว นี่จึงเป็นที่มาของอัตราส่วน P/E ที่ปรับค่าตามวัฏจักรเศรษฐกิจ (Cyclically-adjusted p/e ratio หรือ CAPE) อัตราส่วนนี้โด่งดังขึ้นมาโดยศาสตราจารย์ Robert Shiller มันมีชื่อเสียงส่วนหนึ่งเป็นเพราะหนังสือของเขาในหัวข้อนี้ที่ชื่อ Irrational Exuberance ได้ตีพิมพ์ออกมาตรงกับช่วงพีกของฟองสบู่ดอทคอมพอดี ปกติแล้วอัตราส่วน CAPE จะถูกนำมาใช้กับดัชนีตลาดหุ้นมากกว่าหุ้นรายตัว และมันจะไม่ใช้กำไรแค่ปีเดียว แต่จะใช้ค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปี กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มันช่วยให้คุณเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าหุ้นนั้นถูกหรือแพง โดยไม่ต้องสนใจว่าคุณอยู่ในช่วงไหนของวัฏจักรเศรษฐกิจ และน่าจะเป็นตัวบ่งชี้ "มูลค่าที่แท้จริง" ได้ดีกว่า ถึงอย่างนั้น ประสิทธิภาพของมันก็ถูกตั้งคำถามอย่างหนักในช่วงตลาดกระทิงรอบปัจจุบัน โดยพื้นฐานแล้ว ค่า CAPE อยู่ในระดับสูงปานกลางถึงสูงมากมาเป็นเวลากว่าทศวรรษแล้ว แต่หุ้นสหรัฐฯ ก็ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าดึงดูดที่สุด แต่บทความชิ้นหนึ่งโดย Joachim Klement จาก Panmure Liberum ชี้ให้เห็นว่าค่า CAPE ของดัชนี S&P 500 ได้กลับไปอยู่เหนือระดับ 40 อีกครั้ง ในปี 1929 มันเคยพุ่งไปถึง 32.6 และในปี 2000 มันเคยขึ้นไปแตะ 44.2 ปัจจุบันที่ระดับ 41 มันยังไม่กลับไปถึงระดับฟองสบู่ดอทคอม ดังนั้นเราน่าจะสบายใจได้ใช่ไหม? Klement เตือนว่าไม่ใช่อย่างนั้น เพราะมีความแตกต่างที่สำคัญมากประการหนึ่งระหว่างตอนนี้กับช่วงฟองสบู่ดอทคอม ฝั่งกระทิงมักจะโต้แย้งเสมอว่าการประเมินมูลค่าในปัจจุบันนั้นสมเหตุสมผล เพราะต่างจากยุคดอทคอม บริษัทต่างๆ ที่ขับเคลื่อนความตื่นเต้นด้าน AI ล้วนเป็นบริษัทจริงที่สามารถทำเงินสดได้จริง ไม่ใช่แค่หุ้นฉาบฉวยที่ขับเคลื่อนความบ้าคลั่งในยุคดอทคอมที่เลวร้ายที่สุด แต่นี่คือดาบสองคม อย่างที่ Klement ชี้ให้เห็น ปัจจุบันนักลงทุนกำลังให้มูลค่าแบบฟองสบู่ บนผลกำไรที่สูงมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานในอดีต พูดอีกอย่างก็คือ ฝั่งหมีจะโต้แย้งว่าตอนนี้คุณมี ฟองสบู่ด้านราคา (Price bubble) ซ้อนทับอยู่บนฟองสบู่ด้านผลกำไร (Earnings bubble) อีกที หากคุณปรับค่าความจริงที่ว่าผลกำไรนั้นเติบโตสูงกว่าแนวโน้มระยะยาวไปมาก คุณจะได้ค่า CAPE ที่เข้าใกล้ 68 ซึ่งถือว่า ห่างไกลจากคำว่าปกติไปมาก เป็นจุดที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีมูลค่าสูงเกินจริงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา แน่นอนว่า อย่างที่นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value investor) น่าจะรู้ดีว่า ฟองสบู่สามารถคงอยู่ได้นานกว่าที่คุณคิด นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องมี การกระจายความเสี่ยง (Diversification) ตัวอย่างเช่น S&P 500 นั้นแพงกว่าตลาดหุ้นยุโรป (วัดจากดัชนี Stoxx Europe) ประมาณ 28% และแพงกว่าดัชนี FTSE 100 ถึงเกือบ 41% นี่คือตัวเลขหลังจากที่ปรับค่าความแตกต่างด้านองค์ประกอบแล้ว แม้แต่ภายในสหรัฐฯ เอง ก็ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ถูกมองข้ามหรืออย่างน้อยก็ถูกกว่าค่อนข้างมาก หุ้นขนาดเล็กโดยทั่วไปจะถูกกว่าหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นกลุ่ม Mega-caps ขณะที่กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ก็ยังมีราคาถูกกว่ากลุ่มอื่นๆ ดังนั้น เมื่อคุณมองไปที่พอร์ตโฟลิโอของคุณและการเปิดรับความเสี่ยงในหุ้นสหรัฐฯ มันไม่ใช่เรื่องของการล้างพอร์ตขายทิ้งทั้งหมด แต่เป็นการทำให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้เปิดรับความเสี่ยงมากเกินไป ในกรณีที่สิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นไปตามที่ฝั่งกระทิง AI คาดหวังไว้ทั้งหมด #TheStandardWealth
8
30
3,679
ทุเรียนมาเลเซียล้นตลาด ‘มูซังคิง’ ราคาขายปลีกร่วงเกือบ 90% ทุเรียนสายพันธุ์ที่ชื่อว่ามูซังคิงของมาเลเซีย ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พร้อมกับการสนับสนุนจากรัฐบาลให้กลายเป็นสินค้าเกษตรสำหรับส่งออกที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ล่าสุดด้วยภาวะอุปทานล้นตลาด (Oversupply) ทำให้ราคาขายปลีกในปีนี้ลดลงเกือบ 90% สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ราคาทุเรียนมูซังคิงลดลงจากปกติที่ 90-100 ริงกิต (ประมาณ 750 - 820 บาท) ต่อกิโลกรัม เหลือเพียง 9 ริงกิต (ประมาณ 80 บาท) ต่อกิโลกรัม ภาวะล้นตลาดยังทำให้เกิดคำถามในวงกว้างด้วยว่า กำลังการผลิตขยายตัวเร็วกว่าขีดความสามารถของประเทศในการทำการตลาด การแปรรูป และการส่งออกผลผลิตที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ "การเติบโตของผลผลิตแซงหน้าการเติบโตของความต้องการในประเทศและขีดความสามารถของตลาดในการดูดซับอุปทานในช่วงเวลาเดียวกัน" องค์การการตลาดเกษตรแห่งสหพันธรัฐ (FAMA) กล่าวกับสำนักข่าว Nikkei Asia และระบุเพิ่มเติมว่า "ในสถานการณ์เช่นนี้ ราคาหน้าสวนย่อมได้รับแรงกดดันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่ออุปทานมีมากกว่าอุปสงค์" เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนรายหนึ่งในมาเลเซียเปิดเผยว่า การร่วงลงของราคาเป็นผลมาจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่ ต้นทุเรียนที่ปลูกพร้อมๆ กันก่อนหน้านี้ ได้ให้ผลผลิตพร้อมกัน รวมทั้งสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งซึ่งเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) ได้กระตุ้นให้ต้นทุเรียนออกดอกพร้อมกันในหลายพื้นที่ของมาเลเซีย ทุเรียนมาเลเซียถูกทำการตลาดในฐานะสินค้าพรีเมียมมาอย่างยาวนาน โดยสามารถทำราคาสูงได้ในตลาดอย่างจีนและสิงคโปร์ ต่างจากประเทศไทยที่มักจะเก็บเกี่ยวทุเรียนก่อนสุกเพื่อให้ทนทานต่อการขนส่งทางไกล เกษตรกรชาวมาเลเซียให้ความสำคัญกับผลไม้ที่สุกตามธรรมชาติบนต้น โดยจะใช้ตาข่ายขนาดใหญ่รองรับเมื่อผลทุเรียนร่วงหล่นลงมา FAMA ปฏิเสธว่าราคาที่ลดลงไม่ได้มีสาเหตุมาจากความต้องการของจีนที่ลดลง โดยมาเลเซียส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีนจำนวน 11,803 เมตริกตันในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ เทียบกับ 3,029 ตันในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025 สะท้อนว่าความต้องการยังคงแข็งแกร่ง หลังจากที่ได้รับอนุมัติให้ส่งออกทุเรียนผลสดได้ในปี 2024 ในทางกลับกัน ผลไม้ที่ไม่ผ่านมาตรฐานการส่งออกส่วนใหญ่ได้ถูกระบายเข้าสู่ตลาดภายในประเทศ ซึ่งยิ่งสร้างแรงกดดันต่อราคา ความท้าทายในตอนนี้คือ การรับประกันว่าขีดความสามารถด้านการตลาดของมาเลเซียจะเติบโตควบคู่ไปกับกำลังการผลิต เช่น การหาเป้าหมายปลายทางการส่งออกใหม่ๆ และการสร้างธุรกิจใหม่ๆ ในตลาดภายในประเทศ #TheStandardWealth
1
35
76
7,715
แม้ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ตลาดการเงินทั่วโลกจะเผชิญกับความผันผวนจากหลากหลายปัจจัย ทั้งสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางดอกเบี้ย แต่ตลาดหุ้นหลายแห่งยังคงสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง . . 📌 อ่านบทความฉบับเต็มต่อได้ที่ thestandard.co/global-stock-… . . #TheStandardWealth
3
16
2,157
นิสิตจุฬาลงกรณ์ฯ คว้ารองแชมป์ แข่งทำแผนธุรกิจระดับโลกในงาน HSBC Thailand Business Case ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ส่งทีม Prosper Consulting จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ชนะจากการประกวดสุดยอดแผนธุรกิจ HSBC Thailand Business Case Competition เป็นตัวแทนไทยเข้าร่วมการแข่งขัน HSBC/HKU Business Case Challenge 2026 ที่ฮ่องกง อันเป็นการประกวดสุดยอดแผนธุรกิจนานาชาติสำหรับนิสิตนักศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของโลก พร้อมคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เฉือน 23 ทีมจากมหาวิทยาลัยชั้นนำจาก 20 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้สำเร็จ สะท้อนศักยภาพและความเป็นเลิศเด็กไทยที่สามารถคิดวิเคราะห์และพัฒนาแผนธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมทัดเทียมนานาชาติ ทั้งนี้ การประกวดสุดยอดแผนธุรกิจ HSBC Thailand Business Case Competition จัดโดยธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาในประเทศไทยได้เสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา และการทำงานเป็นทีม ตลอดจนใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานและนำเสนอแผนธุรกิจ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับการศึกษาและโลกการทำงานจริงในอนาคต โดยตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา มีนิสิตนักศึกษาที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรีกว่า 3,900 คนเข้าร่วมการแข่งขัน โดยผู้ชนะจากเวทีระดับประเทศจะได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขัน HSBC/HKU Business Case Challenge ณ ฮ่องกง ซึ่งเป็นหนึ่งในเวทีการแข่งขันสุดยอดแผนธุรกิจจระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดยในปีนี้ ทีม Prosper Consulting จากหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งประกอบด้วย สาวภสินี ทองชัชวาล, สุวภัทร บัตรสมบูรณ์, พัทธ์มน สรเศรษฐ์สกุล และอธิภัทร บุญชำนาญ ได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขัน HSBC Thailand Business Case Competition 2026 และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันในระดับภูมิภาค ในการแข่งขันระดับภูมิภาคปีนี้ มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ได้รับรางวัลชนะเลิศ ขณะที่ทีม Prosper Consulting ตัวแทนประเทศไทยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 พร้อมรับเงินรางวัล 5,000 ดอลล่าร์สหรัฐ (ประมาณ 160,000 บาท) โดยมีทีมจาก Bangladesh University และ University of Colombo ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ จอร์โจ กัมบา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ขอแสดงความยินดีกับทีม Prosper Consulting จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยบนเวทีประกวดแผนธุรกิจระดับนานาชาติ นับเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่ทีมจากไทยสามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศของการแข่งขัน HSBC/HKU Business Case Challenge 2026 ณ ฮ่องกง และสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้สำเร็จ โดยเข้าใกล้การสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์รายการนี้ให้กับประเทศไทย ความสำเร็จในครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพอันโดดเด่นของนิสิตนักศึกษาไทยบนเวทีระดับโลก “เรามีความภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพของผู้นำทางธุรกิจรุ่นใหม่ของประเทศไทย การประกวดแผนธุรกิจนี้จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาสร้างเครือข่ายและเข้าถึงโอกาสของโลกธุรกิจระดับโลกที่มีการแข่งขันเข้มข้นมากขึ้น โดยปัจจุบัน นิสิตนักศึกษาที่เคยเข้าร่วมโครงการฯ ในอดีตได้ทำงานในสถาบันการเงินชั้นนำ บริษัทที่ปรึกษา และบรรษัทข้ามชาติระดับโลก รวมถึงมีจำนวนไม่น้อยที่ได้ก่อตั้งธุรกิจของตนเอง โดยพวกเขาเหล่านั้นมักกล่าวถึงการแข่งขันนี้ว่าเป็นแรงผลักดันสำคัญที่วางรากฐานต่อการพัฒนาวิชาชีพของพวกเขา ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง” จอร์โจ กัมบา กล่าว ด้านภสินี ทองชัชวาล ทีม Prosper Consulting จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ขอขอบคุณธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ที่จัดการแข่งขัน HSBC Thailand Business Case Competition และมอบโอกาสให้พวกเราได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขัน HSBC/HKU Regional Business Case Challenge 2026 ที่ฮ่องกง ซึ่งนับเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง การแข่งขันครั้งนี้ช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา การทำงานเป็นทีม และการนำเสนอภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลา พร้อมทั้งเปิดมุมมองใหม่ ๆ ในการแก้ไขโจทย์ธุรกิจระดับนานาชาติ พวกเรารู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่สามารถนำรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 กลับมาสู่ประเทศไทยได้ ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทยในการแข่งขันบนเวทีระดับนานาชาติ และตอกย้ำความมุ่งมั่นของธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ในการส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่เยาวชน การสนับสนุนการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เปิดโอกาสการเรียนรู้ระดับสากล และเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่สามารถเติบโตและประสบความสำเร็จในอนาคต #TheStandardWealth
1
26
66
6,937
นักลงทุนต่างชาติกลับมาไล่ซื้อหุ้นไทยอีกครั้ง รวม 2.8 หมื่นล้านบาท ภายใน 7 วันทำการ ดัน SET ปิดที่ 1,611 จุด นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวม 2.8 หมื่นล้านบาท ในช่วง 7 วันทำการล่าสุด หลังจากที่ขายออกไปเกือบ 5 หมื่นล้านบาท ในช่วงกว่า 3 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่ 25 มิถุนายน - 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้เล่นหลักที่ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย รวม 2.8 หมื่นล้านบาท ขณะที่นักลงทุนรายย่อยและสถาบันในประเทศเป็นฝ่ายขายสุทธิ 2.2 หมื่นล้านบาท และ 7.4 พันล้านบาท ตามลำดับ ส่วนบัญชีหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 1.6 พันล้านบาท ขณะที่ดัชนี SET พุ่งขึ้นมาทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบกว่า 3 ปี ปิดที่ 1,611.28 จุด เพิ่มขึ้นเฉียด 69 จุด หรือราว 4.4% ในสัปดาห์ล่าสุด (ณ วันที่ 3 กรกฎาคม) และช่วยให้ดัชนีปรับตัวขึ้นมาแล้วเกือบ 27% นับแต่ต้นปีที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเกือบตลอดสัปดาห์ท่ามกลางแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ นำโดยหุ้นที่อยู่ในรายชื่อหุ้นที่ใช้สำหรับการคำนวณดัชนี SET50 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยเฉพาะหุ้นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่แห่งหนึ่ง ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยสามารถเพิ่มช่วงบวกได้ แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอน หลังจากมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่จากประเด็นเรือบรรทุกสินค้าถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยย่อตัวลงช่วงสั้นๆ กลางสัปดาห์ ก่อนจะขยับขึ้นอีกครั้งในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ โดยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดในรอบ 3 ปี 4 เดือนที่ 1,621.19 จุดช่วงท้ายสัปดาห์ ทั้งนี้ แรงซื้อกระจายไปในหลายอุตสาหกรรม นำโดยหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีแรงซื้อเก็งกำไรก่อนประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นของดัชนีหุ้นไทยในช่วงท้ายสัปดาห์ยังสอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคด้วยเช่นกัน เนื่องจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด หนุนคาดการณ์ที่ว่าเฟดอาจไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย สำหรับสัปดาห์ถัดไป (6-10 กรกฎาคม) บล.กสิกรไทย มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,585 จุด และ 1,570 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,625 จุด และ 1,645 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1.ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนมิถุนายนของไทย 2.สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และ 3.ทิศทางเงินทุนต่างชาติ ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี ISM/PMI ภาคการบริการและยอดขายบ้านมือสองเดือนมิถุนายน บันทึกการประชุมเฟด รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ ดัชนี PPI และยอดค้าปลีกเดือนพฤษภาคมของยูโรโซน ดัชนี CPI และ PPI เดือนมิถุนายนของจีน ตลอดจนดัชนี PPI เดือนมิถุนายนของญี่ปุ่น 🟠 เงินบาทกลับมาแข็งค่า เงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยช่วงต้นสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากการฟื้นตัวของราคาทองคำในตลาดโลก และทิศทางฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งซื้อสุทธิทั้งหุ้นและพันธบัตรไทย อย่างไรก็ดี เงินบาทลดช่วงบวกและกลับไปอ่อนค่าลงเล็กน้อยในช่วงกลางสัปดาห์สอดคล้องกับสกุลเงินอื่น ๆ ในเอเชีย และเงินเยน (ที่ทำสถิติอ่อนค่าสุดในรอบ 40 ปี) สวนทางเงินดอลลาร์ฯ ที่ได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ถึงโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด และความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าอีกครั้ง โดยแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 1 สัปดาห์ที่ 33.13 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงท้ายสัปดาห์ตามการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ เผชิญแรงขายท่ามกลางกระแสการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ​ (Fed) อาจไม่รีบปรับขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ เนื่องจากตลาดตีความถ้อยแถลงของ เควิน วอร์ช ประธานเฟดว่าเป็นท่าทีในเชิง Dovish จากคำกล่าวที่ว่า การคาดการณ์เงินเฟ้อและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อได้ปรับตัวลงตลอดในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประกอบกับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาด ณ 3 กรกฎาคม 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 33.14 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 33.36 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในสัปดาห์ก่อนหน้า (26 มิถุนายน) สัปดาห์ระหว่างวันที่ 6 - 10 กรกฎาคม 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 32.70 - 33.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ #TheStandardWealth
4
15
3,003
ราคาบ้านเวียดนามพุ่งจนคนเอื้อมไม่ถึง รัฐบาลเปิดเกมดันตลาด ‘บ้านเช่า’ ตั้งเดดไลน์เมืองใหญ่ ดึงเอกชนร่วมลงทุน รัฐบาลเวียดนามเดินหน้าปฏิรูปตลาดที่อยู่อาศัย ผลักดันภาค 'บ้านเช่า' ให้เข้ามาแบ่งเบาแรงกดดันจากราคาบ้านที่พุ่งสูง เตรียมปรับค่านิยมการมีบ้านเป็นของตัวเองที่ฝังลึกในสังคมชาวเวียดนาม เพื่อรักษาแรงงานในเมืองใหญ่และประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในตลาดที่อยู่อาศัยที่แพงที่สุดของเอเชีย เวียดนามกำลังเร่งสร้างภาคการเช่าให้แข็งแกร่งขึ้น ผ่านการเปิดโครงการนำร่องในเมืองใหญ่, การเสนอสิ่งจูงใจสำหรับนักลงทุน อย่างการเข้าถึงที่ดินและการลดหย่อนภาษี ตลอดจนการกำหนดเงื่อนไขให้หน่วยงานท้องถิ่นต้องวางแผนที่อยู่อาศัยอย่างเข้มข้นมากขึ้น ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี เล มินห์ ฮุง ได้เร่งให้กระทรวงและหน่วยงานท้องถิ่นให้ความสำคัญกับที่อยู่อาศัยประเภทเช่า เป็นส่วนหนึ่งของแผนยกระดับมาตรฐานการครองชีพและสนับสนุนการเติบโตของประเทศ ก่อนที่ทางการจะขับเคลื่อนแนวทางนี้ให้เป็นขั้นตอนที่จับต้องได้จริง 🟠 เมืองใหญ่ตั้งเดดไลน์ ดันหอพักโรงงานเป็นต้นแบบ เมืองใหญ่อย่างฮานอยและโฮจิมินห์ซิตี้ ได้รับมอบหมายให้จัดทำแผนที่อยู่อาศัย ซึ่งรวมถึงอุปทานการเช่าโดยเฉพาะ ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม ส่วนกลุ่มเมืองรอง เช่น ไฮฟอง, กว๋างนิง, บั๊กนิง, นิงบิ่ง และหุ่งเอี๊ยน ซึ่งเป็นจังหวัดอุตสาหกรรมทางภาคเหนือ ได้รับคำสั่งให้เริ่มโครงการเช่าอย่างน้อย 1 โครงการต่อจังหวัดภายในปีนี้ เพื่อดึงดูดนักพัฒนาเอกชนเข้ามาร่วมสนาม รัฐบาลได้เตรียมสิ่งจูงใจไว้หลากหลาย ทั้งการเข้าถึงที่ดินและสินเชื่อที่ดีขึ้น, การลดหย่อนภาษี รวมถึงกระบวนการอนุมัติที่รวดเร็วขึ้น พร้อมกับเน้นย้ำโมเดล 'หอพักคนงานโรงงาน' ที่บริหารโดยบริษัทอย่าง Pegatron ซัพพลายเออร์ของ Nvidia และ LG จากเกาหลีใต้ ว่าเป็นต้นแบบสำหรับการขยายที่อยู่อาศัยราคาเข้าถึงได้ ควบคู่กับการเร่งพัฒนาอพาร์ตเมนต์ความหนาแน่นสูงในย่านใจกลางเมือง นโยบายดังกล่าวสะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับปัญหาที่อยู่อาศัยราคาไม่เอื้อมถึง ในหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตที่โตเร็วที่สุดของเอเชีย ยิ่งโรงงานขยายตัวและดึงดูดแรงงานย้ายถิ่นจากทั่วประเทศ ความเร่งด่วนในการรับประกันการเข้าถึงที่พักก็ยิ่งสูงขึ้น "หากแรงงานจำนวนมากไม่สามารถหาที่พักที่ดีได้ เพราะราคาที่สูง การพัฒนาเมืองก็อาจชะลอตัวลง" ฟาม ไทย ซอน อาจารย์อาวุโสด้านเศรษฐศาสตร์เมือง จาก Vietnamese-German University ระบุ 🟠 ตลาดขายยังนำ แต่สัญญาณเช่าเริ่มขยับ รัฐบาลมองว่า การขยายภาคการเช่าจะช่วยดึงดูดแรงงานทักษะสูง, เพิ่มความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายแรงงาน และยกระดับมาตรฐานการครองชีพ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่, นักศึกษา และคนงานโรงงาน โดยงานศึกษาต่างๆ รวมถึงจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ชี้ว่าการเคลื่อนย้ายแรงงานที่คล่องตัวขึ้นสัมพันธ์กับประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แม้ความสนใจในตลาดเช่ากำลังเพิ่มขึ้น แต่การเป็นเจ้าของบ้านก็ยังครองตลาดอยู่ ข้อมูลจากแพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ Batdongsan ซึ่งดำเนินการโดย PropertyGuru ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า ปีนี้มีผู้ค้นหาซื้ออยู่ที่ราว 7 คน ต่อผู้ค้นหาเช่า 2 คน ซึ่งลดลงจากอัตราส่วนราว 9 ต่อ 2 ในปี 2025 ขณะเดียวกัน ราคาบ้านก็ยังปรับขึ้นต่อเนื่อง โดยข้อมูลของ Knight Frank ระบุว่า ราคาเสนอขายอพาร์ตเมนต์ในตลาดหลัก เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในไตรมาสแรก สำหรับผู้เช่าบางกลุ่ม การเช่ามอบความยืดหยุ่นและโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพดีกว่าที่พวกเขาซื้อได้ ทั้งแรงงานย้ายถิ่น, คู่รักหนุ่มสาว และบัณฑิตจบใหม่ ที่สามารถย้ายเมืองเพื่อหางานได้ง่ายกว่า โดยปล่อยให้เจ้าของบ้านเป็นผู้ดูแลบำรุงรักษา ซึ่งเป็นรูปแบบที่คุ้นเคยในประเทศอย่างเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ อย่างไรก็ตาม เวียดนามยังคงยึดเป้าหมายสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อสังคม 1 ล้านหน่วย ภายในปี 2030 แม้บางโครงการจะประสบปัญหาอัตราการเข้าพักต่ำก็ตาม ขณะที่ทางการกำลังทบทวนขั้นตอนต่างๆ พร้อมให้น้ำหนักกับที่อยู่อาศัยประเภทเช่าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มทหาร, ข้าราชการ และแรงงานที่ย้ายเข้ามาในศูนย์กลางอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าของบ้านมากนัก ภาพ: Luong Led / Shutterstock #TheStandardWealth
1
14
22
4,416