สำนักข่าวที่มุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกแก่สังคม News media driving positive social change.

Joined February 2017
92,423 Photos and videos
อ.สุวิชาชี้ คะแนนคนรุ่นใหม่พรรคประชาชน หายไป 20% จากผลสำรวจรายไตรมาส 2/2569 #TheStandardNow
1
1,112
อ.สุวิชาเผย คนรุ่นใหม่-กทม. พร้อมใจเทโหวตให้อนุทินมากขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ #TheStandardNow
1
1,373
อ.ธนพรชี้ ถ้า พ.ร.ก. กู้เงิน ไม่ผ่าน อาจไปสู่การยุบสภา-เปลี่ยนนายกฯ #TheStandardNow
1
1,432
กกต.กทม. สรุปผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ จ่อรับรองผล 50 เขตภายในสัปดาห์นี้ พร้อมถอดบทเรียนอุดช่องโหว่ วันนี้ (6 กรกฎาคม) ณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 7/2569 ซึ่งจัดขึ้น ที่ ห้องประชุมสำนักงานปกครองและทะเบียน ชั้น 5 ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร ควบคู่กับการประชุมในรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบทางไกล โดยมี ขจิต ชัชวานิชย์ ประธานกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในการประชุม วาระสำคัญของการประชุมในครั้งนี้ คือการรายงานสรุปผลการดำเนินงานภายหลังการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โดยที่ประชุมประเมินว่าภาพรวมของการจัดการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขจิต และ ณรงค์ ได้กล่าวขอบคุณคณะกรรมการ ผู้เข้าร่วมประชุม ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจจัดการเลือกตั้งจนผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทั้งนี้ ภายหลังจากที่การนับคะแนนเสร็จสิ้นลง ทางคณะกรรมการฯ ได้ดำเนินการรวบรวมและส่งรายงานสรุปผลคะแนนการเลือกตั้งทั้งหมด ให้แก่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครรับทราบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 24.00 น. ของคืนวันที่ 28 มิถุนายน 2569 จากความคืบหน้าดังกล่าว ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร คาดการณ์ว่า ผู้อำนวยการการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครจะสามารถพิจารณาและประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ครบทั้ง 50 เขต ได้ภายในสัปดาห์นี้ นอกจากประเด็นการรับรองผลคะแนนแล้ว ที่ประชุมยังได้ร่วมกันหารือถึงการถอดบทเรียน จากการจัดการเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นการนำปัญหาและอุปสรรคที่พบในระดับปฏิบัติการมาวิเคราะห์อย่างละเอียด เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขและวางแผนป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น เป้าหมายสำคัญของการถอดบทเรียนในครั้งนี้ คือการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการ เพื่อให้การดำเนินการจัดการเลือกตั้งในครั้งต่อไปของกรุงเทพมหานคร เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และมีความสมบูรณ์แบบมากที่สุด #TheStandardNews
2
2,082
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์หลังเข้าพบพนักงานสอบสวน DSI เพื่อให้ข้อมูลและชี้แจงข้อเท็จจริงคดีการลงทุน Forex วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 #TheStandardNews
3
2
1,950
กทม. คาดประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ส.ก. และผู้ว่าฯ กทม. ภายในสัปดาห์นี้ #TheStandardNews
1
4
2,181
‘ภาวุธ’ เข้าให้ปากคำ DSI ฐานะพยานคดี Forex แจงเส้นทางเงิน 28 ล้าน ยันเทรดเองจนขาดทุน-ปัดเอี่ยวแชร์ลูกโซ่ วันนี้ (6 กรกฎาคม) ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อให้ข้อมูลและชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีเส้นทางการเงิน รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีการลงทุน Forex โดยเจ้าตัวยืนยันความบริสุทธิ์ใจ พร้อมแสดงหลักฐานที่มาของเงินจำนวน 28 ล้านบาท ว่าไม่ได้มาจากการกระทำที่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด ภาวุธ เปิดเผยภายหลังการเข้าพบพนักงานสอบสวนว่า การชี้แจงในวันนี้สามารถตอบคำถามของเจ้าหน้าที่ได้ในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องที่มาของเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 28 ล้านบาท ซึ่งตนมีหลักฐานรองรับอย่างครบถ้วน แม้จะไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกได้เนื่องจากอยู่ในสำนวนคดี แต่ขอยืนยันว่าเงินดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเทรดที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องราว 1-2 ปี โดยมีรายได้เข้ามาเป็นช่วงๆ อย่างไรก็ตาม ภาวุธยอมรับว่า โดยสรุปแล้วตนเองไม่ได้ประสบความสำเร็จจากการลงทุนดังกล่าว และท้ายที่สุดต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนจากการเทรด ทั้งนี้ เนื่องจากการเข้าพบในวันนี้ถือเป็นครั้งแรก ทาง DSI ยังมีข้อซักถามเพิ่มเติมในประเด็นที่พาดพิงถึงบุคคลที่สาม ทำให้ตนต้องกลับไปเตรียมเอกสารและรวบรวมข้อมูล เพื่อกลับมาชี้แจงเพิ่มเติมในภายหลัง สำหรับกรณีที่มีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับบริษัทที่ทาง DSI กำลังตรวจสอบนั้น ภาวุธชี้แจงว่า ปัจจุบันตนไม่ได้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารในบริษัทดังกล่าวแล้ว และบางบริษัทที่ถูกกล่าวถึง ตนเองก็ไม่มีความรู้จักแต่อย่างใด จึงจำเป็นต้องกลับไปตรวจสอบข้อมูลโดยละเอียด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อบุคคลหรือบริษัทที่เกี่ยวข้อง ส่วนประเด็นข้อสงสัยเรื่องการเดินทางไปประเทศฝรั่งเศสร่วมกับกลุ่มโบรกเกอร์นั้น ภาวุธชี้แจงข้อเท็จจริงว่า เป็นเพียงการใช้คะแนนสะสมจากการซื้อสินค้าเพื่อแลกรับรางวัลการเดินทาง ไม่ใช่การเดินทางในฐานะผู้บริหาร หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัท โดยผู้ร่วมเดินทางส่วนหนึ่งเป็นเพียงทีมงานของโบรกเกอร์ที่ตนใช้บริการอยู่เท่านั้น นอกจากนี้ ภาวุธยังได้ชี้แจงถึงกรณีคลิปวิดีโอที่ถูกนำมาเผยแพร่ โดยยืนยันว่าไม่เคยมีพฤติกรรมชักชวนประชาชนให้มาร่วมลงทุนหรือเทรด Forex เนื้อหาในคลิปเป็นเพียงการบอกเล่าประสบการณ์ส่วนตัวด้านการลงทุน ไม่ใช่การโฆษณาชี้ชวน และตนไม่เคยได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากบริษัทโบรกเกอร์ ภาวุธ กล่าวทิ้งท้ายว่า ภายหลังการเข้าชี้แจงตนรู้สึกสบายใจมากขึ้น เนื่องจากมีความตั้งใจที่จะเข้าพบ DSI ตั้งแต่แรก แต่ติดภารกิจการประชุมสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมาธิการ จึงต้องเลื่อนมาเป็นวันนี้ พร้อมเน้นย้ำสถานะทางคดีว่า ตนเป็นเพียง พยาน ไม่ใช่ผู้ต้องหา "ผมไม่มีอะไรต้องปิดบัง พร้อมให้ข้อมูลทุกอย่างกับเจ้าหน้าที่เพื่อแสดงความโปร่งใส เงินที่เข้ามาไม่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมาย และผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับขบวนการแชร์ลูกโซ่หรือสแกมเมอร์แต่อย่างใด" ภาวุธ กล่าว ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา #TheStandardNews #TheStandardPhoto #ณาฌารัฐภักดีอาสา
2,467
ป.ป.ส. เร่งรวมหลักฐานคดีแอร์ไทยขนเฮโรอีนชี้อาจถูกหลอกหิ้วยา เผยเครื่องสแกนไทยมองเห็นแค่แท่งสีส้ม มีนามีนัดขึ้นศาลแขวงเมลเบิร์น 14 ก.ย. นี้ วันนี้ (6 กรกฎาคม) อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และโฆษก ป.ป.ส. ได้ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการสืบสวนขยายผลกรณี มีนา พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ที่ถูกทางการออสเตรเลียจับกุมฐานลักลอบนำยาเสพติดประเภทเฮโรอีนซุกซ่อนไปในกระเป๋าสินค้า โฆษก ป.ป.ส. เปิดเผยว่า การทำงานในขณะนี้ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการจับกุมเครือข่ายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 3-4 คดี ซึ่งมียาเสพติดเกี่ยวข้องกว่า 26 กิโลกรัม ทาง ป.ป.ส. ได้ส่งมอบความรับผิดชอบในการสืบสวนขยายผลให้แก่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เนื่องจากประเมินว่าคดีนี้เข้าข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จากการสืบสวนพบว่า อุทัย (ไรเดอร์) ได้รับคำสั่งจากชาวต่างชาติ รวมถึงมีกรณีของสองสามีภรรยา (อาทิตย์ชาวไทย และทัดสะพอนชาวลาว) ที่รับส่งพัสดุสำเร็จรูปจากประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ยังให้ข้อมูลว่า ขบวนการนี้มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มสแกมเมอร์ที่ใช้วิธีสร้างเพจอวตารหว่านล้อมผู้ที่มีอาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน หรือผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้ง ให้รับจ้างหิ้วสิ่งของซึ่งแฝงยาเสพติด ทาง ป.ป.ส. ได้หารือร่วมกับตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) หลังสืบทราบว่าผู้รับพัสดุปลายทางชื่อ เดียร์ ซึ่งเป็นคนไทยที่มีตัวตนจริงและพำนักอยู่ในออสเตรเลียนานนับสิบปี โดยพบพยานหลักฐานการส่งพัสดุชื่อเดียร์หลายครั้ง ทาง ป.ป.ส. ได้ส่งมอบข้อมูลให้ทางการออสเตรเลียเพื่อขยายผลล่าตัวเครือข่ายใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังแล้ว สำหรับการสอบปากคำแฟนหนุ่มของ น.ส.มีนา ในประเด็นการตรวจสอบพัสดุก่อนเดินทาง แฟนหนุ่มให้การเป็นประโยชน์และให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยระบุว่าในวันเกิดเหตุได้ช่วยกันเปิดกระเป๋าทุกใบเพื่อตรวจสอบแล้ว แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติ จึงบรรจุลงในกระเป๋าเดินทาง นอกจากนี้ โฆษก ป.ป.ส. เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า ในขณะที่กระเป๋าสัมภาระของ มีนา ผ่านเครื่องเอกซเรย์ที่สนามบินในประเทศไทย ภาพที่ปรากฏเห็นเพียงวัตถุทรงแท่งสีส้มลักษณะปกติ จึงไม่พบความผิดปกติในขั้นตอนการตรวจค้นขาออก ในประเด็นความเกี่ยวข้องของ น.ส.มีนา โฆษก ป.ป.ส. ระบุว่า จากพยานหลักฐานในปัจจุบันยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า มีนา มีส่วนรู้เห็นกับการซุกซ่อนเฮโรอีนหรือไม่ เนื่องจากมีคำให้การของอุทัย (ไรเดอร์) ที่ระบุว่าเป็นการส่งของให้ มีนา เป็นครั้งแรก จึงมีความเป็นไปได้ที่เธออาจทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หากผลการสืบสวนชี้ชัดว่า มีนา ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ป.ป.ส. จะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดส่งมอบให้สถานทูตไทย กงสุล และทางการออสเตรเลีย เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนในการแก้ต่างทางคดีต่อไป โดยขณะนี้ มีนา ยังมีสถานะเป็นผู้ถูกควบคุมตัวเพื่อรอการพิจารณาคดี (ยังไม่ได้ถูกสั่งฟ้องเป็นผู้ต้องหาอย่างเป็นทางการ) โดยศาลแขวงเมลเบิร์นมีกำหนดพิจารณาคดีในวันที่ 14 กันยายน 2569 นี้ ในช่วงท้าย โฆษก ป.ป.ส. ได้กล่าวถึงภาพรวมการสกัดกั้นยาเสพติดจากสามเหลี่ยมทองคำว่า ปัจจุบันเมื่อมาตรการทางภาคเหนือ (นบ.ยส.35) มีความเข้มข้น ขบวนการค้ายาเสพติดได้เปลี่ยนเส้นทางลำเลียงมาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านทางแม่น้ำโขงด้านจังหวัดนครพนม บึงกาฬ หนองคาย และเลย รัฐบาลจึงได้จัดตั้งศูนย์ นบ.ยส.24 เพื่อรับมือสถานการณ์ดังกล่าว โดยพบว่าขบวนการค้ายาเสพติดยุคใหม่มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจนเป็นขั้นตอน (Compartmentalization) เพื่อป้องกันการเชื่อมโยงถึงตัวการใหญ่ ซึ่งทาง ป.ป.ส. จะเดินหน้าสืบสวนขยายผลเส้นทางการเงินและเครือข่ายทั้งหมดร่วมกับ DSI และ บช.ปส. อย่างใกล้ชิดต่อไป #TheStandardNews
1
2
1,555
สรุปเส้นทางและโครงสร้างขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ กรณีแอร์โฮสเตสชาวไทยถูกจับกุมที่ประเทศออสเตรเลียจากการลอบขนเฮโรอีน ขบวนการนี้มีเครือข่ายแบ่งงานกันทำอย่างเป็นระบบ โดยใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน 🔴 เส้นทางลักลอบขนส่ง ⚈ จุดเริ่มต้น: นำเฮโรอีนจากประเทศลาวเข้าสู่ไทย พัสดุต้นทางจากจังหวัดพะเยา ⚈ ซุกซ่อน: ซีลและเย็บซ่อนเฮโรอีนฝังในช่องบุซับในของกระเป๋าผ้าลายช้างจำนวน 2 ใบ (จาก 12 ใบ) ⚈ หาผู้รับหิ้ว: ประกาศผ่านเฟซบุ๊กหาคนรับหิ้วสินค้า OTOP น้ำหนัก 20 กิโลกรัม 22 มิ.ย. 69 : อุทัยรับเงินจ้าง 60,000 บาทจากผู้ใช้ไลน์ ‘Rin Rin’ และจ้างรถให้นำพัสดุไปส่งมอบให้ ‘มีนา’ 24 มิ.ย. 2569 : มีนา นำกระเป๋าลายช้าง 12 ใบใส่กระเป๋าสัมภาระ เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ลูกเรือ มุ่งหน้าสนามบินเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย 25 มิ.ย. 2569 : สุนัขดมกลิ่นและเจ้าหน้าที่ ABF ออสเตรเลีย ตรวจพบเฮโรอีนน้ำหนักกว่า 1 กิโลกรัม นำไปสู่การจับกุมมีนา 🔴 โครงสร้างขบวนการข้ามชาติ ⚈ ผู้สั่งการ ตัวการใหญ่ 2 คน: กบดานในประเทศเพื่อนบ้าน ชายชาวไทย: รอรับของปลายทางที่ออสเตรเลีย ⚈ นายหน้าออนไลน์ Rose: บัญชีเฟซบุ๊กที่ใช้โพสต์หาคนรับหิ้ว Rin Rin: บัญชีไลน์ที่สั่งการและจ่ายเงินให้นายอุทัย ⚈ ผู้ขนส่งในประเทศ ทีมจัดหา: สามีภรรยาไทย-ลาว และคู่รักชาวเลย ทีมส่งมอบ: อุทัย (รับคำสั่ง) และ อติราช (คนขับรถ) ⚈ ผู้รับหิ้ว มีนา แอร์โฮสเตส (ตกเป็นผู้ต้องหา ให้การว่ารับจ้างหิ้วของและไม่ทราบว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่) #TheStandardNews
2
2
2,605
อนุทินรับคะแนนนิด้าโพลร่วง เหตุสื่อสารไม่ดี ขู่รัฐมนตรีโลกลืม นายกฯ ก็ลืม หลุด ครม. ได้ วันนี้ (6 กรกฎาคม) เวลา 16.20 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีผลสำรวจความคิดเห็นของนิด้าโพล ที่คะแนนของอนุทินและพรรคภูมิใจไทยลดลงว่า โพลเหมือนกระจกส่องตัวเอง วันนี้ต้องขอบคุณผู้ทำโพลและคนที่แสดงความคิดเห็น เราก็ต้องฟัง เราเคยป๊อปปูลาร์แล้วคะแนนมันน้อยลง แสดงว่าต้องมีปัญหาตรงไหน เราก็ต้องแก้ไขตรงนั้น เพราะตนสนใจโพลมาตลอด เพราะตนก็มาจากโพล 2% ตอนนี้โชคดีเหลือ 21% ก็อย่าให้ลงกลับไปที่ 2% ต้องเร่งทำให้กลับไปที่เดิม ซึ่งผลโพลที่ออกมาไม่ได้บอกว่าต้องไปแข่งกับใคร เอาเป็นว่าจาก 26% แล้วลงมา 21% หายไป 5% ก็ต้องไปแก้ไข เมื่อถามว่า 5% ที่หายไปคิดว่าเป็นจุดใด อนุทิน กล่าวว่า คงหลายเรื่อง บางครั้งเราสื่อสารไม่ชัดเจน ไม่เต็มที่ คิดว่าประชาชนไม่ถือสาหาความ ก็อาจไม่ได้เน้นตรงนั้น ส่วนที่ดีดันไม่สื่อสาร วันนี้ก็คอมเพลนไปหลายคน เพราะวันนี้จีดีพีก็โต เงินลงทุนต่างชาติก็เพิ่มมากขึ้น ตลาดหุ้นก็เสถียรขึ้นมาอยู่เหนือ 1,600 จุด เรื่องการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศก็สูงขึ้น การเข้าสู่ OECD หลายประเทศก็ยืนยันสนับสนุน จากแทบทุกประเทศที่ได้พบ ทุกคนต่างเชื่อมั่นประเทศไทยว่ามีอนาคตที่สดใส มีโอกาสที่ดี เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาคและของโลก เพราะฉะนั้น ตอนนี้เรื่องที่เป็นภาระ เรื่องที่ดึงให้เราถอยหลัง ก็พยายามสลัดมันให้ออก โดยกำจัดสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้ และไปเน้นสิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจของประเทศให้มากที่สุด เมื่อถามว่าจะปรับกลยุทธ์สื่อสารกับประชาชนอย่างไร อนุทิน ตอบว่า ต้องถือว่ายังสื่อสารไม่ดี ก็ต้องยอมรับ ต้องพยายาม ซึ่งวันนี้ตนก็เชิญรัฐมนตรีมาประชุมแทบทุกคน ถ้ายังเป็นรัฐมนตรีโลกลืม นายกฯ ก็จะลืมบ้าง ถ้านายกฯ ลืม ก็ไม่จำเป็นต้องมีเขาในคณะรัฐมนตรี ก็ต้องมานั่งคุยกัน แต่คณะรัฐมนตรีชุดนี้เพิ่งทำงานมา 2 เดือน การตัดสินใจหรือทำอะไรขึ้นมา เราต้องอธิบายให้ได้ครบ สมมติตนจะปรับคณะรัฐมนตรีจะให้ใครออก ใครเข้า ไม่ใช่ผลัดกันเป็น ไม่ใช่สมบัติผลัดกันชม ตนต้องอธิบายได้ว่าทำไมถึงไม่ควรอยู่ในตำแหน่งต่อไป เมื่อถามว่าได้เตือนรัฐมนตรีกระทรวงที่โลกลืมไปแล้วใช่หรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า ก็เริ่มเตือนตั้งแต่ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา วันนี้ก็จะเตือนอีก เพราะวันนี้มีเรื่องของโพลเข้ามา เดี๋ยวก็ต้องมีคนบอกว่าเรื่องโพลก็มักจะออกมาเช่นนี้ แต่ตนสนใจทุกโพล แม้เป็นโพลตามตำบลก็สนใจ เพราะถ้าเขาไม่สนใจ ไม่ติดตามเรา เขาก็จะให้คะแนนเราไม่ได้ ก็เป็นสิ่งที่ตนต้องไปพูด เพราะการสื่อสารของตนไม่ใช่แค่กับประชาชน แต่ต้องสื่อสารกับทีมของตนว่า มันชักจะไม่ใช่ มันเป็นแบบนี้ ตนก็ต้องบอก ขณะที่หัวหน้าพรรคร่วมก็ต้องรับผิดชอบในส่วนของเรา อย่างภูมิใจไทยมีรัฐมนตรี 27 คน ถ้าคนหนึ่งหมั่นสื่อสารก็ได้ 27 ข่าวแล้ว บางครั้งทำไมรัฐมนตรีไม่มีข่าวสื่อสารออกไป แต่มาสื่อสารกับตนอย่างเดียว ทุกคนทำงานหมด แต่ไม่สื่อสารออกไป เราก็ต้องให้เขาปรับปรุงตัวตรงนี้ เมื่อถามว่าจะใช้เวลาประเมินคณะรัฐมนตรีชุดนี้เท่าไร อนุทิน ตอบว่า “ไม่นานหรอกครับ ก็มีหลักปฏิบัติอยู่ทั่วไป เชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้น อย่างที่ตนเรียน ตั้งใจทำงาน แต่ทำงานแล้วไม่ขยายความ ไม่สื่อสาร ผมยืนยันว่ารัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยทุกคนไม่มีใครอยู่เฉยอย่างแน่นอน แต่ต้องสื่อสารด้วย ต้องเป็นทั้งคนทำงานและรอบรู้ ไม่ใช่ว่าทำงานเก่ง แต่ไม่พูด ไม่จา ไม่สื่อสาร ทำคนเดียว อย่างนี้ก็ไม่ได้” เมื่อถามว่า อนุทินรู้สึกเหมือนพูดอยู่คนเดียวในทุกเรื่องหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า“ผู้สื่อข่าวก็ไปถามรัฐมนตรีคนอื่นบ้าง มัวถามแต่ผม ผมก็เกรงใจพวกเรา เหมือนพี่น้องกัน บางทีผมเดินหนีผู้สื่อข่าว ไม่บอก ขึ้นรถไป ตนก็นั่งปาดน้ำตา ว่าวันนี้เราไม่ค่อยไนซ์กับน้องๆ เลย ก็ไม่อยากเป็นอย่างนั้น แต่ก็ต้องดูว่างานอะไร หากเป็นเศรษฐกิจก็ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อย่างที่บอก พวกนั้นก็ไม่เคยไปกินลาบกับผู้สื่อข่าว มีแต่ผมไปกิน เดี๋ยวต้องให้เขาสร้างความคุ้นเคย” เมื่อถามว่าในส่วนของประธานคณะกรรมาธิการของพรรคภูมิใจไทย ตอนนี้ก็เหมือนทำงานกันคึกคักขึ้น จะมีโอกาสที่คนเหล่านี้ได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า พรรคการเมืองยิ่งใหญ่ ก็ต้องยิ่งให้สมาชิกได้แสดงฝีมือและผลงาน เมื่อถามว่ายึดหลักอะไรหากจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน กล่าวว่า ผลงาน ความสามารถ และความทุ่มเท เมื่อถามย้ำว่ามีรัฐมนตรีที่เข้าข่ายต้องถูกเตือนหรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า “จะให้ตนพูดตรงนี้ได้อย่างไร ตนเตือนก็เข้าห้องเย็นของตน” เมื่อถามถึงกรณีชณทัต ปัทะมะภูวดล อดีตคณะทำงาน ไปทำร้ายสื่อมวลชน และเคยมีคดีลักทรัพย์ โดยผู้สื่อข่าวถามว่า นายกรัฐมนตรีได้รับทราบข่าวหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อสักครู่มีคนมากระซิบบอก แต่ไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะมันไม่มีจริง พร้อมระบุว่า ชณทัตเคยมาเป็นผู้ติดตามเมื่อนานมาแล้ว สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ให้มีส่วนร่วมในการทำงาน เพราะสไตล์การทำงานไม่สามารถทำงานกับพรรคภูมิใจไทยได้ และไม่ได้ให้มีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งปี 2562 ผู้สื่อข่าวย้ำถามว่าสนิทกับนายชณทัตหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบทันทีว่า “ไม่สนิทเลยครับ ชื่ออะไรตนยังจำไม่ได้เลย แต่ก็รู้จัก มาทักทายเวลาเจอตามงาน เขามายกมือไหว้ เราก็รับไหว้ แค่นั้นเอง” ส่วนที่จะถูกนำชื่อไปแอบอ้างนั้น อนุทิน ระบุว่า หากนำไปแอบอ้างและเกิดความเสียหาย ก็มีกฎหมายรองรับ คนที่ได้รับความเสียหายก็ไปดำเนินคดีกับเขาได้ #TheStandardNews
1
2
2,383
จดหมายจากคุณ... คำสัญญาจากเรา ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและสร้างความหมายไปด้วยกัน 📝🤝 #9thAnniversaryTheStandard
1
2,102
ยศชนัน ชูแผนปฏิบัติการสร้าง ‘ท่าอวกาศยานไทยเพื่อสันติ’ ใช้ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ ดึงดูดบริษัทจรวดทั่วโลก วันนี้ (6 กรกฎาคม) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ตอบกระทู้ถามสดของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในประเด็นการศึกษาความเหมาะสมในการจัดตั้งฐานปล่อยจรวดและท่าอวกาศยานของประเทศไทย โดย นพดล พริ้งสกุล สว. เป็นผู้ตั้งถามม ขณะที่ ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวขอบคุณ สว.นพดล สำหรับคำถามที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 โดยระบุว่า ประเด็นข้อซักถามทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นมิติความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม กรอบกฎหมาย ความมั่นคง รวมถึงความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ ล้วนเป็นหัวใจสำคัญที่รัฐบาลและกระทรวง อว. ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และกำลังศึกษาอยู่อย่างรอบด้านและรัดกุมที่สุดในขณะนี้ จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน ได้ฉายภาพบริบทโลกในปัจจุบันให้ที่ประชุมเห็นว่า โลกกำลังอยู่ในยุคของ ‘อวกาศยุคใหม่’ (New Space Economy) ซึ่งไม่ได้ผูกขาดอยู่กับรัฐบาลมหาอำนาจอีกต่อไป แต่ถูกขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน สตาร์ทอัพ และระบบนิเวศนวัตกรรมที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมยกข้อมูลจากสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Morgan Stanley และ Euroconsult ที่ประเมินตรงกันว่า มูลค่าเศรษฐกิจอวกาศโลกจะเติบโตแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 36 ล้านล้านบาท) ภายในทศวรรษหน้า พร้อมกล่าวต่อว่า “ประเทศไทยของเราจะยืนอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่มูลค่านี้ เราจะเป็นเพียงผู้ซื้อสัญญาณ ผู้บริโภคข้อมูลดาวเทียมไปตลอดกาล หรือเราจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้สร้างเทคโนโลยี และเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของภูมิภาค นี่คือเหตุผลที่เราต้องศึกษาเรื่องท่าอวกาศยานอย่างจริงจังในวันนี้ครับ” 🔴 ทำไมต้องประเทศไทย ชูจุดแข็งทำเลทองใกล้ ‘เส้นศูนย์สูตร’ ในประเด็นเหตุผลและความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์ว่าเหตุใดจึงต้องเป็นประเทศไทย ศ.ดร.ยศชนัน ชี้แจงว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งที่ฟ้าประทานมาให้ คือการมีที่ตั้งอยู่ใกล้ ‘เส้นศูนย์สูตร’ (Equator) ซึ่งตามหลักฟิสิกส์แล้ว การปล่อยจรวดจากบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรจะได้รับแรงเหวี่ยงจากการหมุนของโลกมากที่สุด ช่วยประหยัดเชื้อเพลิงได้มากถึง 15-20% ทำให้สามารถบรรทุกดาวเทียมที่มีน้ำหนักมากขึ้นได้ในต้นทุนที่ต่ำลง ถือเป็นความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ที่ดึงดูดผู้ให้บริการความถี่และผู้ปล่อยจรวดจากทั่วโลกให้หันมามองประเทศไทย หากไม่ใช้ศักยภาพตรงนี้ ก็เท่ากับเสียโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ 🔴 ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ: ใช้โมเดล PPP ลดภาระคลัง หวังผล Spillovers สำหรับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและภาระทางการคลัง ศ.ดร.ยศชนัน ยืนยันว่า การจัดตั้งท่าอวกาศยานนี้ ไม่ใช่โครงการที่รัฐบาลจะนำเงินงบประมาณแผ่นดินหลายหมื่นล้านบาทไปทุ่มสร้างโดยลำพัง แต่กำลังศึกษาโมเดลการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ Public-Private Partnership (PPP) โดยภาครัฐจะทำหน้าที่เป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ในการเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และการจัดสรรพื้นที่ ขณะที่การลงทุนก่อสร้างฐานปล่อยและเทคโนโลยีจรวด จะมาจากภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งจะช่วยลดภาระทางการคลังของประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนผลตอบแทนที่จะได้รับนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ค่าบริการปล่อยจรวด แต่เป็น ‘ผลกระทบสืบเนื่องทางเศรษฐกิจ’ (Spillover Effect) ที่มหาศาล ทั้งการดึงดูดอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ วัสดุศาสตร์ขั้นสูง อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างงานที่มีมูลค่าสูงให้กับวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ และเยาวชนไทย 🔴 ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม: หลีกเลี่ยงชุมชน-แนวตกสู่ทะเล-ทำEIA/EHIA เข้มข้น ด้านผลกระทบทางสังคม สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย ซึ่งเป็นข้อห่วงใยสำคัญ ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวย้ำว่า ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นหัวใจสำคัญอันดับหนึ่งที่ไม่อาจประนีประนอมได้ โดยเกณฑ์ในการคัดเลือกพื้นที่ตั้งท่าอวกาศยาน จะต้องหลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมชนหนาแน่น และพื้นที่อนุรักษ์ทางธรรมชาติอย่างเด็ดขาด พื้นที่ที่กำลังศึกษาจึงเป็นบริเวณแนวชายฝั่งติดทะเล เพื่อให้แนวเส้นทางการบินและชิ้นส่วนของจรวดที่สลัดออก (Drop Zones) ตกลงสู่มหาสมุทรในจุดที่ปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อประชาชนหรือเส้นทางเดินเรือ นอกจากนี้ จะต้องมีการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA และ EHIA) ตามมาตรฐานสากลอย่างเข้มข้น รวมถึงการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่อย่างโปร่งใส ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาร่วมกันตั้งแต่ต้นทาง โดยยืนยันว่าจะไม่ทำโครงการนี้บนความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแน่นอน 🔴 เร่งดัน พ.ร.บ.อวกาศ - ชูจุดยืน ‘ท่าอวกาศยานเชิงพาณิชย์เพื่อสันติ’ สำหรับประเด็นด้านกฎหมายและการกำกับดูแล ศ.ดร.ยศชนัน ยอมรับว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะทางด้านอวกาศที่ครอบคลุมถึงการปล่อยยานอวกาศ การจัดการจราจรทางอวกาศ และความรับผิดชอบต่อความเสียหาย ด้วยเหตุนี้ กระทรวง อว. และ GISTDA จึงได้เร่งรัดผลักดัน ‘ร่างพระราชบัญญัติกิจการอวกาศ’ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาตามกระบวนการนิติบัญญัติ กฎหมายฉบับนี้จะเป็นเสาหลักสำคัญในการจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลกิจการอวกาศแห่งชาติ การออกใบอนุญาต มาตรฐานความปลอดภัย และระบบประกันภัยความเสียหาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และสอดคล้องกับสนธิสัญญาด้านอวกาศของสหประชาชาติที่ไทยเป็นภาคีสมาชิก ส่วนในมิติความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความละเอียดอ่อนในยุคการแข่งขันของมหาอำนาจ ศ.ดร.ยศชนัน ยืนยันจุดยืนของประเทศว่า ท่าอวกาศยานที่ศึกษาอยู่นี้จะเป็น ‘ท่าอวกาศยานเชิงพาณิชย์เพื่อสันติ’ (Commercial Spaceport for Peaceful Purposes) เท่านั้น โดยจะมีระบบการตรวจสอบและคัดกรองอย่างรัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำเทคโนโลยีหรือน้ำหนักบรรทุกที่มีวัตถุประสงค์ทางทหารหรืออาวุธเข้ามาเกี่ยวข้องเด็ดขาด พร้อมใช้นโยบาย ‘ความเป็นกลางและเปิดกว้าง’ (Neutrality and Open Access) อนุญาตให้เอกชนและมิตรประเทศจากทั่วทุกมุมโลกที่ปฏิบัติตามกติกาสากลเข้ามาใช้บริการได้อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อเปลี่ยนความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ให้กลายเป็นโอกาสทางความร่วมมือระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยเป็นเวทีแห่งสันติภาพและการพัฒนาทางเทคโนโลยีร่วมกัน ไม่ใช่พื้นที่แห่งความขัดแย้ง 🔴 ความพร้อมบุคลากรไทย: ยุติปัญหา ‘สมองไหล’ สร้างบ้านให้คนเก่ง ต่อข้อสงสัยเรื่องความพร้อมของบุคลากรไทย ศ.ดร.ยศชนัน ระบุด้วยความภาคภูมิใจว่า วันนี้ประเทศไทยไม่ได้นับหนึ่งจากศูนย์ ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา GISTDA และสถาบันการศึกษาในประเทศได้สั่งสมองค์ความรู้และสร้างบุคลากรด้านเทคโนโลยีอวกาศมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันไทยมีดาวเทียม THEOS-1 และ THEOS-2 ที่ขึ้นสู่วงโคจรแล้ว และที่สำคัญคือมีดาวเทียม THEOS-2A ซึ่งเป็นดาวเทียมดวงแรกที่ออกแบบและสร้างโดยฝีมือวิศวกรไทย 100% นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยของไทยกว่า 30 แห่ง ยังมีการเปิดการเรียนการสอนในสาขาวิศวกรรมการบินและอวกาศ วิศวกรรมเครื่องกล และสาขาที่เกี่ยวข้อง ผลิตบัณฑิตและวิศวกรคุณภาพสูงออกมาปีละหลายร้อยคน แต่ปัญหาที่ผ่านมาคือบุคลากรเหล่านี้ไม่มีเวทีหรืออุตสาหกรรมในประเทศรองรับ จนทำให้เกิดปัญหาสมองไหล (Brain Drain) ดังนั้น การสร้างท่าอวกาศยานและระบบนิเวศอวกาศ จึงเป็นการสร้างบ้านและสร้างอนาคต เพื่อรองรับคนเก่งเหล่านี้ให้ได้ใช้ความรู้ความสามารถพัฒนาประเทศบ้านเกิด 🔴 เปิดโรดแมป 3 ระยะ สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจอวกาศอาเซียน ด้านแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป กระทรวง อว. ได้วางโรดแมปไว้ 3 ระยะที่ชัดเจน ได้แก่ ระยะที่ 1 (ภายใน 1-2 ปีนี้): การศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) ในทุกมิติให้แล้วเสร็จ พร้อมกับการผลักดัน พ.ร.บ.กิจการอวกาศ ให้มีผลบังคับใช้ และการกำหนดมาตรการจูงใจการลงทุนร่วมกับ BOI ระยะที่ 2 (ช่วงปีที่ 3-5): การคัดเลือกพื้นที่และเปิดประมูลการลงทุนในรูปแบบ PPP เพื่อเริ่มก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยอาจเริ่มจากการให้บริการปล่อยจรวดขนาดเล็กในระดับกึ่งวงโคจร (Sub-orbital Launch) เช่น จรวดวิจัย หรือการท่องเที่ยวอวกาศ เพื่อทดสอบระบบและความพร้อม ระยะที่ 3 (ช่วงปีที่ 5-10): การก้าวสู่การเป็นท่าอวกาศยานที่ให้บริการปล่อยจรวดสู่วงโคจรจริง (Orbital Launch) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอวกาศแห่งอาเซียน ช่วงท้าย ศ.ดร.ยศชนัน ได้ให้คำมั่นต่อที่ประชุมวุฒิสภาและประชาชนทั่วประเทศว่า กระทรวง อว. และรัฐบาล จะดำเนินการเรื่องนี้ด้วยความรอบคอบ รัดกุม โปร่งใส และยึดมั่นในผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมกล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า “การศึกษาและจัดตั้งท่าอวกาศยานในประเทศไทย ไม่ใช่ความฝันที่เลื่อนลอย หรือการทำตามแฟชั่นของนานาชาติ แต่คือความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นำพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง และสร้างอนาคตที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ให้กับลูกหลานไทยในระยะยาว” ภายหลังจากการชี้แจง นพดล พริ้งสกุล สว. ผู้ตั้งกระทู้ถาม ได้กล่าวขอบคุณและแสดงความชื่นชมต่อคำตอบของรัฐมนตรี โดยระบุว่า วุฒิสภาพร้อมสนับสนุนแนวทางที่นำพาประเทศไทยก้าวไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงและเศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่ พร้อมฝากข้อเสนอแนะให้รัฐบาลและกระทรวง อว. กำกับดูแลการนำแผนไปปฏิบัติจริงอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องความโปร่งใสของโครงการ การมีส่วนร่วมและการรับฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงมาตรการป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามที่ได้ให้คำมั่นไว้ เพื่อให้โครงการท่าอวกาศยานแห่งนี้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนแท้จริง #TheStandardNews
7
10
2,648
นายกฯ เผยตั้งสอบวินัยร้ายแรง 5 ข้าราชการ สถ. แล้ว ยืนยันไม่มีซูเอี๋ย พาดถึงใครดำเนินคดีตามกฎหมาย วันนี้ (6 กรกฎาคม) ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น หลังลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงว่า ในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้ง ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง ขณะที่กระทรวงมหาดไทย อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ส่งรายงานผลการดำเนินการสอบสวนวินัยร้ายแรงข้าราชการที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนทางตำรวจก็ได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินการ และเลขาธิการ ป.ป.ส. ก็ได้รายงานการดำเนินการเช่นกัน เรื่องนี้ความผิดต้องแยกย่อยเป็นแต่ละความผิด แต่ละหน่วยงานจะดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะทุกหน่วยงานทำงานคู่ขนานกัน สุดท้ายแล้ว ข้อมูลทั้งหมดจะมาจบที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แน่นและครบถ้วน อีกทั้งยังทำให้ไม่เกิดความสงสัยว่า มีการปิดบัง มีการช่วยเหลือ หรือมีการฮั้วกันอย่างแน่นอน เพราะแต่ละหน่วยงานล้วนเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายในการป้องกัน ปราบปราม และดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตนเอง นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ได้สั่งการให้หลายหน่วยงานที่มีอำนาจด้านการป้องกันและปราบปรามเข้ามาร่วมดำเนินการ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่มีการวิ่งเต้นหรือให้ความช่วยเหลือ ไม่มีการ ซูเอี๋ย กันแน่นอน พร้อมย้ำว่าคดีนี้ ตีตราลับไว้มาก ตนก็ต้องรักษาความลับ บอกได้เพียงว่า ได้มีการตั้งคณะกรรมการและกำหนดลำดับชั้นการกำกับดูแล เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเด็ดขาด รวดเร็ว และโปร่งใส โดยได้รับรายงานว่าในช่วงบ่ายวันนี้ ได้มีการลงนามคำสั่งสอบสวนวินัยร้ายแรงแล้ว นายกรัฐมนตรี ยังระบุว่า คณะกรรมการชุดที่ตนตั้งขึ้นมา ปฏิบัติหน้าที่ในนามสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อกำกับติดตามการดำเนินการ เนื่องจากเป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก แม้คณะกรรมการจะไม่มีอำนาจดำเนินคดีโดยตรง เพราะไม่ใช่เจ้าพนักงานตามกฎหมาย แต่มีหน้าที่กำกับดูแลและประสานงานในฐานะผู้แทนของสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อุกอาจ เหิมเกริม และอยู่ในความสนใจของประชาชน คณะกรรมการประกอบด้วยหัวหน้าส่วนราชการจากหลายหน่วยงาน อาทิ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อัยการสูงสุด และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องออกจากราชการก่อนหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องมีขั้นตอน ซึ่งขณะนี้กระบวนการได้เริ่มต้นแล้ว โดยมีการเรียกเจ้าหน้าที่บางรายมาช่วยราชการ และดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด พร้อมย้ำว่าทุกอย่างต้องยึดตามพยานหลักฐาน หากข้อเท็จจริงส่วนใดมีความชัดเจน ก็พร้อมดำเนินการอย่างเด็ดขาด ส่วนประเด็นที่ยังต้องสืบสวน สอบสวน หรือรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ก็จะดำเนินการไปตามแต่ละกระบวนการ โดยทุกหน่วยงานทำงานคู่ขนานกัน และเชื่อว่าการทำงานแบบนี้จะขับเคลื่อนโดยทุกหน่วยงาน ซึ่งตามธรรมชาติต้องมีการแข่งขันกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ส่วนการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา หลังจากได้ผลการสอบแล้วจะดำเนินการอย่างไรต่อไปนั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า บอกแล้วว่าผลการสอบถ้าพาดพิงถึงใคร ก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย เรื่องนี้ขอให้ลองนึกว่า เห็นอยู่แล้วว่าผิดกฎหมายหรือไม่ มีการจ่ายสินบน ค่าตอบแทนต่าง ๆ การประกาศผลสอบต่างจากคะแนนสอบจริง ซึ่งล้วนแต่เป็นสารตั้งต้นที่ทำให้ต้องสืบสวนสอบสวน เพราะฉะนั้น ทุกคดีที่ผิดกฎหมายต้องเริ่มจากตรงนี้ เราต้องยอมรับกฎหมาย กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ถ้าทำตามอำเภอใจ ก็จะเป็นกฎหมู่ เมื่อเป็นกฎหมู่ก็จะมีอีกปัญหาหนึ่งตามมา ส่วนระยะเวลาการสอบวินัยร้ายแรงนั้น เป็นอำนาจของกระทรวงมหาดไทย พร้อมระบุว่า กรอบที่มีดีอยู่แล้ว กรอบล้อมไว้ดีหมดแล้ว แต่ที่ฝีแตกขึ้นมาเพราะคนไปแหกกรอบ เชื่อว่าเรื่องกรอบเวลา ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการอยู่แล้ว เบื้องต้นคณะกรรมการชุดใหญ่วางกรอบไว้ 30 วัน ส่วนชุดเล็กก็ให้เป็นไปตามเนื้อหา แต่เชื่อว่าไม่นาน เพราะเป็นเรื่องที่ต้องตอบสังคม ย้ำว่า ทำเต็มที่ ไม่ต้องกังวล และตนก็ได้เชิญหัวหน้าส่วนราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาให้ความมั่นใจว่า ในฐานะรัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานในทุกรูปแบบ ไม่ต้องเกรงหน้าอินทร์ หน้าพรหม หรือหน้าใครที่ไหนทั้งนั้น #TheStandardNews
1
4
2,312
ใครคือบอสใหญ่คดีเฮโรอีนซุกกระเป๋าแอร์ แล้ว ‘รินริน’ ตัวละครใหม่คือใคร? #แอร์ #ยาเสพติด #เฮโรอีน #TheStandardNewsDigest
1
4
3,006
ชาดาชี้รัฐซุกปัญหาใต้พรม งบบุคลากรภาครัฐทะลุล้านล้านบาท ตำแหน่งบริหารล้นมีแต่คนสั่ง ไม่มีคนทำ วันนี้ (6 กรกฎาคม) ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ชาดา ไทยเศรษฐ์ กรรมาธิการฯ อภิปรายถึงปัญหารายจ่ายประจำของภาครัฐ โดยเฉพาะงบบุคลากร ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้รัฐมีข้อจำกัดในการนำงบประมาณไปลงทุนหรือพัฒนาด้านอื่นที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนประเทศ ชาดา กล่าวว่า ตลอดหลาย 10 ปีที่ผ่านมา ได้ยินนโยบายเรื่องการลดจำนวนข้าราชการมาโดยตลอด แต่ในทางปฏิบัติกลับมีการขยายตัวของตำแหน่งและภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งเงินเดือน ค่ารักษาพยาบาล และบำเหน็จบำนาญ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมกันสูงถึงระดับหลายแสนล้านบาท และเมื่อรวมกับเงินเดือนข้าราชการแล้ว ภาระงบประมาณด้านบุคลากรมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี ชาดา ระบุว่า การขยายตัวในตำแหน่งของส่วนราชการต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย อาทิ ในกระทรวงมหาดไทย ในราชการส่วนภูมิภาคมีตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด (บริหารต้น) มากถึงจังหวัดละ 4 คน ในส่วนกลางตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (บริหารสูง) มากเกินความจำเป็น รวมถึงข้าราชการส่วนท้องถิ่น ที่มีการกำหนดกรอบเพิ่มตำแหน่งระดับสูงมากเกินความจำเป็น และทำให้ภาครัฐต้องแบกรับเงินค่าตอบแทนสำหรับข้าราชการระดับสูงที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ในขณะที่ตำแหน่งจำนวนมากของข้าราชการระดับปฏิบัติถูกนำไปแลกให้หน่วยงานของตน เพื่อให้มีแต่ข้าราชการระดับสูง สะท้อนปัญหาโครงสร้างกำลังคนที่ไม่สมดุล จนเกิดสภาพ “มีแต่คนสั่ง ไม่มีคนทำงาน” ชาดา กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นขยะที่ซุกอยู่ใต้พรมของระบบราชการไทย และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการบริหารงานบุคคลภาครัฐ ทบทวนการขยายกรอบตำแหน่งบริหารอย่างจริงจัง เพราะหากยังปล่อยให้มีการเพิ่มตำแหน่งโดยไม่มีความจำเป็น จะยิ่งเพิ่มภาระงบประมาณของประเทศในระยะยาว และกระทบต่อศักยภาพของรัฐในการจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ ชาดายังเสนอให้ภาครัฐเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรภาครัฐ อาทิ การผลักดันการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานราชการเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนอาคารราชการเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน รวมถึงการทบทวนงบประมาณค่าเช่ารถราชการ ซึ่งปัจจุบันมีวงเงินรวมเกือบ 10,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐเกิดความคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น #TheStandardNews
7
12
27
2,711
มติ ศธ. รื้อโครงการ Digital Skill 1.6 พันล้านบาท ป้องกันงบซ้ำซ้อน-สั่งปรับโครงการใหม่ ชง ครม. ก.ย.นี้ วันนี้ (6 กรกฎาคม) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีมติทบทวนและเปลี่ยนแปลงโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัล พัฒนาทักษะและเครดิตพอร์ตโฟลิโอ (The Digital Skill/Credit Portfolio: Empowering Educations) วงเงิน 1,600 ล้านบาท หลัง ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสั่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบเชิงลึกร่วมกับข้อสังเกตจากคณะกรรมาธิการการจัดทําและติดตามการบริหารงบประมาณอย่างรอบด้าน โดยผลการตรวจสอบ ศธ. มีมติ ดังนี้ ⚈ ให้สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประเมินผลสัมฤทธิ์ของแพลตฟอร์มโครงการ National Digital Learning Platform (NDLP) ที่มีอยู่เดิมก่อน เพื่อไม่ให้ลงทุนสร้างระบบใหม่ที่ทับซ้อนกัน ⚈ เปลี่ยนแปลงโครงการและยกเลิกร่างขอบเขตงาน (TOR) เดิม โดยเพิ่มวัตถุประสงค์ให้ตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพการศึกษา เช่น การพัฒนา AI Literacy และเตรียมพร้อมรับคะแนน PISA 2029 ⚈ ปรับเปลี่ยนระบบให้เชื่อมโยงและใช้งานร่วมกับแพลตฟอร์มของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว ทั้งนี้ ศธ. จะเร่งสรุปรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงโครงการเพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติตามขั้นตอนกฎหมาย โดยตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 เพื่อย้ำจุดยืนการใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างคุ้มค่า ลดความซ้ำซ้อน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน #TheStandardNews
7
4
3,735
'พล.ต.อ.สุรเชษฐ์' ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาคดีสินบนทองคำ ทนายจี้แก้ปมดำเนินคดีซ้ำซ้อน ย้ำอำนาจชี้ขาดอยู่ที่ผู้ไต่สวนอิสระ วันนี้ (6 กรกฎาคม) สัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าทางคดี ภายหลังนำ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เดินทางเข้าพบคณะผู้ไต่สวนอิสระตามหนังสือแจ้งให้มารับทราบข้อกล่าวหาคดีสินบนทองคำ โดยระบุว่า วันนี้ถือเป็นครั้งแรกที่คณะผู้ไต่สวนได้ชี้แจงพฤติการณ์ข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ผ่านมาทางฝ่ายผู้ถูกกล่าวหารับทราบข้อมูลเพียงจากกระแสข่าวของสื่อมวลชนเท่านั้น สัญญาภัชระ ชี้แจงถึงขั้นตอนทางกฎหมายว่า กระบวนการในวันนี้เป็นเพียงการรับทราบข้อกล่าวหาเบื้องต้น โดยคณะผู้ไต่สวนอิสระได้กำหนดกรอบระยะเวลาให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เข้ายื่นคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรและชี้แจงด้วยวาจา ในวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ก่อนที่จะมีการนัดหมายเพื่อเข้าสู่กระบวนการไต่สวนอย่างเป็นทางการในวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ทนายความกล่าวย้ำว่า ที่ผ่านมาตนและ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้พยายามนำเสนอข้อเท็จจริงมาโดยตลอดว่า อำนาจในการดำเนินคดีนี้เป็นสิทธิ์ขาดของคณะผู้ไต่สวนอิสระ ไม่ใช่อำนาจของพนักงานสอบสวน หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งกระบวนการในวันนี้ถือเป็นการยืนยันความชัดเจนในประเด็นดังกล่าว สัญญาภัชระ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการยุติธรรมในปัจจุบันว่า กำลังเกิดลักษณะการดำเนินคดีแบบ 2 สำนวน 2 องค์กร โดยส่วนหนึ่งอยู่ในมือของคณะผู้ไต่สวนอิสระ และอีกส่วนหนึ่งเป็นกระบวนการที่ยังต้องรอฟังคำสั่งจากอธิบดีอัยการ ทางทีมทนายความมองว่าคดีนี้เป็นคดีประวัติศาสตร์ที่ควรสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้อง การดำเนินคดีควรใช้พยานหลักฐานชุดเดียวกัน และไม่ควรปล่อยให้เกิดความซ้ำซ้อนใน 2 องค์กร นอกจากนี้ คดีในลักษณะนี้ใช้ระบบไต่สวนเป็นหลัก จึงควรเริ่มต้นกระบวนการจากการไต่สวน ไม่ใช่เริ่มจากการสอบสวน สำหรับกรณีที่ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ปฏิเสธการให้การในชั้นสอบสวนนั้น ทนายความอธิบายว่า เป็นเพราะประเมินแล้วว่าหน่วยงานดังกล่าวไม่มีอำนาจและมีสถานะเป็นคู่ขัดแย้ง หากนำพยานหลักฐานไปชี้แจงในชั้นสอบสวน อาจส่งผลกระทบต่อรูปคดีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงเลือกที่จะสงวนพยานหลักฐานไว้เพื่อนำมาแสดงต่อคณะผู้ไต่สวนอิสระ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาโดยตรง ส่วนประเด็นที่คณะผู้ไต่สวนมีมติ 9 ต่อ 0 ในการรับเรื่องไว้นั้น ทนายความประเมินว่า เป็นเพียงขั้นตอนเบื้องต้นที่ชี้ให้เห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยเท่านั้น ยังไม่ใช่บทสรุปของคดี ซึ่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีความพร้อมเต็มที่ในการนำพยานหลักฐานมาหักล้างข้อกล่าวหา เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่เคยมีโอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ ขณะนี้ยังเป็นเพียงข้อกล่าวหาจากฝ่ายเดียว สังคมจึงยังไม่ควรด่วนสรุป เมื่อสื่อมวลชนสอบถามถึงประเด็นคลิปวิดีโอหรือพยานหลักฐานที่กล่าวอ้างว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สั่งการให้นำทองคำไปมอบเป็นสินบน ทนายความยืนยันว่า วันนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนของการแสดงหลักฐานดังกล่าว เป็นเพียงการรับทราบข้อกล่าวหาและพฤติการณ์เท่านั้น โดยพฤติการณ์ที่ได้รับแจ้งมีเพียงบางส่วนที่สอดคล้องกับสื่อ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังคงให้การปฏิเสธในทุกข้อกล่าวหา ภาพ: ฐานิส สุดโต #TheStandardNews #TheStandardPhoto #ฐานิสสุดโต
1
2,969
KEY MESSAGES: เจาะลึกประชุม NATO 2026 สหรัฐฯ บีบงบกลาโหม วัดใจยุโรปเดินหน้าความมั่นคง ตุรกีเดินเกม Middle Power การประชุมสุดยอด NATO 2026 ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี กำลังถูกจับตามองในฐานะ ‘จุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์’ ที่อาจพลิกโฉมหน้ายุทธศาสตร์ความมั่นคงโลกไปตลอดกาล ท่ามกลางสมรภูมิความขัดแย้งที่ยังคงคุกรุ่นทั่วโลก ปฏิเสธไม่ได้ว่า องค์การความร่วมมือนี้กำลังเผชิญยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งที่สาม หรือ ‘NATO 3.0’ เมื่อสหรัฐอเมริกาลดบทบาทจาก ‘ผู้แบกรับภาระ’ สู่การเป็น ‘ผู้สนับสนุน’ สะท้อนให้เห็นจากข้อตกลงที่ประเทศสมาชิกจะเพิ่มงบกลาโหมให้ถึง 5% ของ GDP ขณะที่หลายประเทศกำลังเร่งเครื่องอุตสาหกรรมผลิตอาวุธแบบเต็มกำลัง เพื่อรับมือกับสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ดำเนินมาถึงจุดพลิกผัน ขณะเดียวกัน บทบาทของ เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี ในฐานะเจ้าภาพ ก็ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือโอกาสทองที่ตุรกีจะใช้ความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ ตอกย้ำจุดยืน ‘มหาอำนาจระดับกลาง’ (Middle Power) พร้อมผลักดันวาระความมั่นคงในภูมิภาคของตน และเปิดทางให้อุตสาหกรรมอาวุธสัญชาติตุรกีผงาดในตลาดยุโรป THE STANDARD ชวนสำรวจวาระสำคัญของการประชุม NATO 2026 ผ่านการทำความเข้าใจเบื้องลึกแนวคิด NATO 3.0 พร้อมเจาะลึกว่า เพราะเหตุใดการประชุมครั้งนี้ จึงเป็นการจัดระเบียบขั้วอำนาจใหม่ที่จะกำหนดทิศทางโลกในทศวรรษหน้า 🔴 ใครเข้าร่วมประชุม NATO 2026 บ้าง การประชุมสุดยอด NATO Summit 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-8 กรกฎาคม 2026 ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี ถือเป็นการประชุมครั้งที่ 36 ขณะที่ตุรกีเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 2 หลังเคยจัดที่นครอิสตันบูลในปี 2004 การประชุมครั้งนี้มีผู้นำ 32 ประเทศสมาชิกเข้าร่วม เช่น มาร์ก รุตเตอ เลขาธิการ NATO, อัวร์ซูลา ฟอน เดอร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และ อันโตนิโอ คอสตา ประธานคณะมนตรียุโรป ขณะที่ผู้นำสำคัญที่เข้าร่วม ได้แก่ ⚈ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ⚈ เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี ⚈ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ⚈ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ⚈ ฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ⚈ จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ⚈ มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ⚈ อเล็กซานเดอร์ สตับบ์ ประธานาธิบดีฟินแลนด์ ⚈ อุล์ฟ คริสเตอร์สัน นายกรัฐมนตรีสวีเดน ⚈ เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ⚈ คีเรียกอส มิตโซตาคิส นายกรัฐมนตรีกรีซ ⚈ โยนาส กาห์ร์ สเตอเรอ นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ ⚈ เมตเทอ เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก 🔴 วาระการประชุม NATO 2026 มีอะไรบ้าง สำหรับวาระการประชุมหลักประจำปี 2026 NATO ประกาศไว้ 3 เรื่อง ได้แก่ 1.การลงทุนด้านกลาโหม (Defence Investment) เช่น การติดตามการดำเนินการตามคำมั่นเพิ่มงบกลาโหมเป็น 5% ของ GDP ประเทศสมาชิก หรือการเน้นการลงทุนในขีดความสามารถทางทหารที่จำเป็น 2.อุตสาหกรรมกลาโหม (Defence Industry) หรือการพูดคุยเพิ่มกำลังการผลิตอาวุธและยุทโธปกรณ์, การเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการเร่งความร่วมมือด้านการจัดซื้อและการผลิตระหว่างชาติสมาชิก ทั้งนี้ อุลริเกอ ฟรังเคอ นักวิจัยอาวุโสด้านนโยบายจาก European Council on Foreign Relations ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ประเด็นดังกล่าวเปลี่ยนทิศทางอุตสาหกรรมยุโรป ขณะที่โปแลนด์ รัฐบอลติก และกลุ่มประเทศนอร์ดิก เป็นประเทศเดินหน้าเร็วที่สุดในการลงทุนด้านกลาโหม เพราะอยู่ใกล้กับภัยคุกคามอย่างรัสเซียมากกว่า ส่วนประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่หลายแห่งยังเพิ่มงบกลาโหมได้ช้ากว่า เนื่องจากข้อจำกัดด้านการคลังและการเมืองภายในประเทศ อีกทั้งอุตสาหกรรมกลาโหมของยุโรปยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งห่วงโซ่อุปทานที่เปราะบาง ระบบราชการซับซ้อน การขาดแคลนแรงงาน และการลงทุนที่ไม่เพียงพอมาเป็นเวลานาน แม้การจัดซื้อจัดจ้างร่วมระหว่างประเทศสมาชิกจะถูกมองว่า เป็นแนวทางที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มกำลังการผลิต และยกระดับความสามารถในการทำงานร่วมกัน แต่ในทางปฏิบัติ แต่ละประเทศยังคงต้องการรักษาสัญญาจัดซื้อ การจ้างงาน และรายได้ทางภาษีไว้ภายในประเทศของตนเอง ฟรังเคอชี้ว่า ปัจจุบัน NATO มีงบประมาณรองรับอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ต้องทำ คือ ประเทศสมาชิกจะทำอย่างไรเพื่อสามารถนำงบประมาณไปใช้พัฒนาขีดความสามารถทางทหารได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว 3.การสนับสนุนยูเครน ถือเป็นการมุ่งหารือแนวทางให้ความช่วยเหลือทางทหารในระยะยาว เสริมสร้างศักยภาพของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศยูเครน รวมถึงการตอบคำถามว่า ชาติสมาชิก NATO จะสนับสนุนยูเครนอย่างมีความต่อเนื่องและยั่งยืนอย่างไร อนึ่ง การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัสเซียเผชิญความสูญเสียอย่างหนักในสนามรบ โดยเซธ โจนส์ ประธานฝ่ายกลาโหมและความมั่นคงของ CSIS ระบุว่า รัสเซียทำผลงานได้ย่ำแย่มากในปี 2026 ขณะที่ยูเครนยังยกระดับการโจมตีระยะไกลด้วยโดรนและขีปนาวุธภายในรัสเซียและไครเมีย โดยมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การทหาร และโลจิสติกส์ สะท้อนความก้าวหน้าของยูเครนในการพัฒนาขีดความสามารถโจมตีภายในประเทศ 🔴 จับตา ‘NATO 3.0’ ธีมใหญ่ปี 2026 ที่อยู่เบื้องหลังการประชุม แม้ NATO จะประกาศวาระหลักของการประชุมไว้เพียง 3 ประเด็น แต่บทวิเคราะห์ของ CNBC ชี้ว่า สิ่งที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ การเปลี่ยนผ่าน NATO สู่ยุค 3.0 หรือแนวคิดที่ใช้อธิบายทิศทางใหม่ของพันธมิตรในยุคที่สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงของโลกเปลี่ยนแปลงไป ทำความเข้าใจกันก่อนว่า ในอดีต NATO เปลี่ยนผ่านมาแล้ว 2 ยุค คือ NATO 1.0 ในยุคสงครามเย็น มีบทบาทป้องปรามสหภาพโซเวียต ขณะที่สหรัฐฯ เป็นกำลังหลักในการคุ้มครองยุโรป ส่วน NATO ยุคหลังสงครามเย็น คือ การเปลี่ยนบทบาทจากการป้องกันดินแดนไปสู่การปฏิบัติการรักษาสันติภาพ การต่อต้านการก่อการร้าย และภารกิจนอกพื้นที่ เช่น บอสเนีย โคโซโว อัฟกานิสถาน และลิเบีย ในแนวคิด NATO 3.0 ยุโรปต้องเป็นเสาหลักของความร่วมมือ และรับผิดชอบความมั่นคงของตนเองมากขึ้น เช่น เพิ่มงบกลาโหม เร่งผลิตอาวุธในยุโรป ควบคู่กับการพัฒนากองทัพยุคดิจิทัล และกลับมาให้ความสำคัญกับการป้องกันดินแดน หรือการทำสงครามความเข้มข้นสูง (High-Intensity Warfare) ขณะที่สหรัฐฯ จะลดบทบาทจาก ‘ผู้แบกรับภาระ’ มาเป็นผู้สนับสนุนและผู้ค้ำประกัน โดยมีคำมั่นว่า ยุโรปและแคนาดาจะรับผิดชอบการป้องกันภาคพื้นทวีปมากขึ้น ส่วนวอชิงตันจะสนับสนุนทางยุทธศาสตร์ เช่น ข่าวกรอง การป้องปรามอาวุธนิวเคลียร์ ระบบป้องกันขีปนาวุธ และการเคลื่อนย้ายกำลังทางยุทธศาสตร์ อนึ่ง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการประชุมสุดยอดปี 2025 หลังชาติพันธมิตรเห็นพ้องว่า จะเพิ่มการใช้จ่ายงบประมาณกลาโหม 5% ของ GDP ภายในปี 2035 โดยแบ่ง 3.5% เป็นความต้องการด้านกลาโหมหลัก และอีก 1.5% สำหรับประเด็นความมั่นคงในวงกว้าง นั่นจึงทำให้การประชุมปี 2026 ถูกจับตามองว่า คำมั่นจะเปลี่ยนไปเป็นการปฏิบัติได้มากน้อยแค่ไหน 🔴 ‘ตุรกี’ ในฐานะเจ้าภาพต้องการอะไรจากการประชุม น่าสนใจว่า ในการประชุม NATO Summit 2026 ครั้งนี้ สื่อและผู้เชี่ยวชาญจับตาบทบาทของตุรกีในฐานะเจ้าภาพ โดยมองว่า นี่คือโอกาสสำคัญที่จะยกระดับสถานะบนเวทีความมั่นคงโลก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ NATO กำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จุดแข็งสำคัญของตุรกีคือที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเชื่อมต่อยุโรป ตะวันออกกลาง และภูมิภาคทะเลดำ ขณะที่ยังเป็นผู้ควบคุมช่องแคบบอสฟอรัสและดาร์ดะแนลส์ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์สู่ทะเลดำ นอกจากนี้ ตุรกียังมีพรมแดนติดกับซีเรีย อิรัก และภูมิภาคคอเคซัส ทำให้ต้องรับมือกับภัยคุกคามหลายรูปแบบพร้อมกัน ทั้งสงคราม การก่อการร้าย การอพยพของผู้ลี้ภัย และความไม่มั่นคงในภูมิภาค รายงานของ Defence Turkey ระบุว่า แอร์โดอันต้องการผลักดันให้ NATO ให้ความสำคัญกับ ‘ปีกใต้’ ของพันธมิตรมากขึ้น ไม่ใช่มุ่งเน้นเฉพาะการป้องปรามรัสเซียในยุโรปตะวันออก ขณะเดียวกัน ตุรกียังต้องการผลักดันอุตสาหกรรมกลาโหมให้มีบทบาทมากขึ้นในตลาดยุโรป โดยปัจจุบัน บริษัทอย่าง Baykar, TUSAŞ และ Roketsan กลายเป็นผู้ผลิตโดรน ขีปนาวุธ และเทคโนโลยีทางทหารที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น โดยเฉพาะหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ทำให้หลายประเทศเร่งจัดหาอาวุธและเพิ่มกำลังการผลิต ที่สำคัญไม่แพ้กัน อังการายังต้องการตอกย้ำภาพลักษณ์ของตนในฐานะ ‘มหาอำนาจระดับกลาง’ (Middle Power) ที่สามารถรักษาความสัมพันธ์กับหลายฝ่ายพร้อมกันได้ภายใต้นโยบาย Strategic Autonomy เห็นได้ชัดเจนช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยตุรกีประณามการรุกรานของรัสเซียและสนับสนุนอธิปไตยของยูเครน แต่ก็ไม่เข้าร่วมมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก ขณะที่ยังเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาไกล่เกลี่ยหลายครั้ง ภาพ: Stoyan Nenov / Reuters #TheStandardNews
1
1
2,774
เปิด 3 ประเด็นร้อน DSI สอบ 'ภาวุธ' เจ้าตัวหอบหลักฐานสู้ ยันโปร่งใส ปัดเอี่ยวแก๊งชวนลงทุน Forex วันนี้ (6 กรกฎาคม) ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วยทนายความส่วนตัว ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้ปากคำในฐานะพยานในคดีที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายการลงทุน Forex บรรยากาศก่อนการเข้าให้ปากคำ ภาวุธมีสีหน้ายิ้มแย้มและไม่มีท่าทีกังวล โดยได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนสั้นๆ ว่า วันนี้ตนมีความพร้อมที่จะชี้แจงทุกข้อสงสัยด้วยความโปร่งใส และได้นำพยานหลักฐานมามอบให้เจ้าหน้าที่อย่างครบถ้วน “ผมไม่ใช่ผู้ร้าย เป็นแค่ผู้ต้องสงสัย ..ผมไม่ได้ชักชวนใครเลย ผมแค่เป็นคนเทรดเฉยๆ” ภาวุธ กล่าว หลังจากนั้น ภาวุธได้ขอตัวขึ้นไปให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ โดยระบุว่าจะลงมาชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดกับสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการอีกครั้งหลังเสร็จสิ้นกระบวนการสอบปากคำ สำหรับการเข้าให้ข้อมูลในครั้งนี้ พนักงานสอบสวน DSI ได้เตรียมประเด็นสำคัญเพื่อให้ภาวุธชี้แจง โดยมุ่งเน้นไปที่ความเชื่อมโยงของเส้นทางการเงินและเครือข่ายบริษัทต่างๆ ⚈ ปมรับโอนเงิน 28 ล้านบาทในวันเดียว: ตรวจสอบธุรกรรมจากบริษัท สปาร์ก ดิจิทัล จำกัด ที่โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของภาวุธจำนวน 14 ครั้ง ครั้งละ 2 ล้านบาท รวม 28 ล้านบาท เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2567 ซึ่งก่อนหน้านี้ภาวุธเคยให้สัมภาษณ์ว่าเป็นการเทรดทองคำ เจ้าตัวจึงต้องนำหลักฐานการทำธุรกรรมทั้งหมดมาแสดงต่อพนักงานสอบสวน เช่น รายชื่อบริษัทที่ใช้เทรด ไทม์ไลน์การทำธุรกรรม และผลตอบแทนที่ได้รับ ⚈ ความเชื่อมโยงกับเครือข่ายบริษัท Forex: ตรวจสอบกรณีที่ภาวุธเคยเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในบริษัทที่ปรากฏในแผนผังเส้นทางการเงินของ DSI ซึ่งพบว่ามีเส้นทางการเงินโยงใยเกี่ยวพันกับกลุ่มผู้ชักชวนลงทุน (IB), กลุ่มโบรกเกอร์ และกลุ่มบริษัทรับชำระเงิน (Payment Gateway) ⚈ คลิปวิดีโอโปรโมตบริษัท: ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ภาวุธปรากฏตัวในคลิปวิดีโอร่วมประชาสัมพันธ์และบอกเล่าประสบการณ์การเทรดกับบริษัท QRS Global เพื่อสะสมแต้มแลกรับโทรศัพท์มือถือ ทั้งนี้ ประเด็นข้อสงสัยทั้งหมดภาวุธจะต้องนำพยานหลักฐานมาชี้แจงเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจต่อพนักงานสอบสวน DSI ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา #TheStandardNews #TheStandardPhoto #ณาฌารัฐภักดีอาสา
46
88
5,719
คะแนนนิยมอนุทิน ภูมิใจไทยหล่นฮวบ โกงสอบ-ไร้ผลงาน เขย่าเก้าอี้นายก? ร่วมพูดคุยกับแขกรับเชิญ 2 ท่าน ผศ. ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล รศ. ดร.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ ชัยนนท์ วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ทาง YouTube และ TikTok ของ THE STANDARD #โกงสอบท้องถิ่น #THAIPassport #Forex #TheStandardNow
1
1
4
2,348