#จิราพรสินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด เขต 5 พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการคนที่หก ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ร่วมตั้งข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ และตั้งคำถาม ผ่านท่านประธานไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ( สคบ. )
เนื่องจากปีนี้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้รับการจัดสรรงบประมาณ 249 ล้านบาท ไม่มีเงินนอกงบประมาณ ซึ่งปรากฏว่าเกือบครึ่งหนึ่งเป็นในส่วนของงบบุคลากร ทราบว่าทาง สคบ. ยังมีจำนวนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอกับจำนวนงานและข้อร้องเรียนปัญหาต่าง ๆ ในแต่ละวันเกี่ยวกับการใช้สินค้าและการบริการ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของ สคบ. ที่ต้องดำเนินการแก้ไข
สส.จิราพรได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า ต้องมีการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งในงบประมาณปี 70 หน้า 203 เห็นว่าตั้งงบการพัฒนาคุณภาพการรับเรื่องร้องทุกข์จากผู้บริโภค 3.6 ล้านบาท ซึ่งเข้าใจว่าเป็นการพัฒนานวัตกรรมและเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลการคุ้มครองผู้บริโภค
สส.จิราพรได้ตั้งคำถามในประเด็นนี้ว่า เป็นการพัฒนาระบบอะไรบ้าง เนื่องจากในสมัยที่สส.จิราพรได้กำกับดูแล สคบ. งบลงทุนของ สคบ. ค่อนข้างน้อย จึงได้นำเอาระบบ Traffy fondue ซึ่งเป็นระบบที่ฟรีและมีประสิทธิภาพเข้ามาช่วยในการรับเรื่องร้องเรียน และได้มีแนวทางดึงเอา Platform ของเอกชนที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมากเข้ามาเชื่อมต่อเพื่อรับเรื่องร้องเรียน ซึ่งจะช่วยเหลือข้อร้องเรียนออนไลน์ของทาง สคบ. จึงอยากสอบถามไปยัง สคบ. ว่า ยังมีการใช้ Traffy fondue อยู่หรือไม่ และถ้ายังใช้อยู่มีข้อเสนอแนะให้ทาง สคบ. ได้เสริมเรื่องการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนหรือผู้บริโภคได้ทราบช่องทางนี้เพิ่มเติม
▫️การประชาสัมพันธ์ เนื่องจาก สคบ. มีพันธกิจ ในการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคให้กับประชาชน และสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนสามารถที่จะปกป้องสิทธิ์ของตนเองได้ แต่งบของการประชาสัมพันธ์ของ สคบ. เท่าที่จำได้ในแต่ละปีน้อยมาก เฉลี่ยประมาณปีละ 2 แสนหรือ 3 แสนบาท ซึ่งไม่แน่ใจว่าปี 70 ได้เท่าไหร่ เนื่องจากถูกปรับลดงบประมาณในภาพรวมประมาณ 70 ล้านบาท
สส.จิราพร ได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า หากอยากให้พันธกิจนี้สามารถดำเนินต่อไปได้ สคบ. อาจจะต้องร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีอยู่ เช่น กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้สำนักนายกเช่นเดียวกัน รวมถึงอาจจะต้องสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ให้กับพี่น้องประชาชน
▫️ตามพันธกิจที่ 1 ของ สคบ. การพัฒนากฎหมายด้านการคุ้มครองผู้บริโภคให้ทันกับสถานการณ์ ในหน้า 203 ซึ่งตั้งงบค่าใช้จ่ายแผนงานการพัฒนากฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคเอาไว้ 4.88 ล้านบาท เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีการผลักดันกฎหมาย Lemon Law ซึ่งทำต่อเนื่องมาหลายปี ผ่านสภาฯ วาระที่ 1 ไปแล้ว อย่างไรก็ดีมีกฎหมายสำคัญอีกหลายฉบับที่มีเนื้อหาไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ.ขายตรงตลาดแบบตรง ซึ่งสส.จิราพรเคยได้ให้ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง ( ป.ย.ป. ) ศึกษาประเด็นข้อกฎหมายที่ควรปรับปรุงแก้ไข และส่งต่อให้ สคบ. ดำเนินการต่อ ซึ่งในตอนนั้นทาง สคบ. ได้ตั้งอนุกรรมการขึ้นมาศึกษา
สส.จิราพรได้ตั้งคำถามในประเด็นนี้ว่า ความคืบหน้าในการแก้ไขกฎหมายสำคัญสองฉบับนี้ ( พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ.ขายตรงตลาดแบบตรง )
▫️ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เคยมีบทบาทสำคัญในการเป็นหน่วยงานกลางในการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งเป็นสินค้าผิดกฎหมาย และมีสถิติในการจับกุมสูงแบบก้าวกระโดดในระยะ 5 สัปดาห์ สามารถจับกุมได้ 2,000 กว่าคดี มีของกลางเกือบ 3 ล้านชิ้น ซึ่งในขณะนี้บุหรี่ไฟฟ้าก็ยังเป็นสินค้าผิดกฎหมาย
สส.จิราพรได้ตั้งคำถามในประเด็นนี้ว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคยังเป็นหน่วยงานกลางในการดำเนินการในการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าอยู่หรือไม่ และถ้าเป็นอยู่มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะคดีเก่าที่มีการจับกุมได้ ณ ด่านศุลกากร ซึ่งสส.จิราพรขณะที่กำกับดูแลได้มีนโยบายไม่ให้มีการระงับคดี ให้ส่งต่อไปที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ( ปปง. ) เพื่อไล่เส้นทางการเงินและยึดทรัพย์ จึงอยากทราบความคืบหน้าในประเด็นดังกล่าว
̶ #สสน้ำ @j_sindhuprai #ร้อยเอ็ดเขต5 ✱
( #JirapornSindhuprai • 6 กรกฎาคม 2569 )
1
5
84





























