I'm Co-founder FINNOMENA with passion in Crypto , Stock , Mutual Fund , Wealth Management.

Joined August 2009
4,019 Photos and videos
มาอีกแล้วครับทุกคน รอบนี้ Michael Burry เจ้าพ่อผู้พยากรณ์วิกฤตซับไพรม์ (The Big Short) ออกมาเปิดหน้า Short หุ้น Micron Technology พร้อมกับคำเตือนว่าหุ้นกลุ่มหน่วยความจำ (Memory Chipmakers) กำลังจะเจอกับภาวะฟองสบู่แตกจากปัญหาอุปทานล้นตลาด พาไปดูหน่อย ว่า Michael Burry เขาคิดยังไงครับ --- 🎢 1. กับดักความผันผวนแบบวัฏจักร Michael Burry บอกว่า ชิปหน่วยความจำ (DRAM และ HBM) แตกต่างจากชิปประมวลผลของ Nvidia ตรงที่ ชิปเหล่านี้ มันเป็นสินค้าที่มีความเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) สูงมาก ในช่วงที่ AI บูม กำไรจะพุ่งกระฉูดจนทำให้ค่า P/E ดูถูกอย่างน่าดึงดูดใจ ทำให้นักลงทุนแห่ไล่ราคากันสนุกสนาน แต่ทันทีที่แนวโน้มเริ่มเปลี่ยน นักลงทุนจะทิ้งหุ้นทันทีอย่างไร้ความปราณี เหมือนที่เราเห็นหุ้น SK Hynix ร่วงลงถึง 25% จากจุดสูงสุดในเดือนก่อน และ Micron ที่ P/E ดิ่งลงจาก 11 เท่าเหลือเพียง 7 เท่าในเวลาไม่กี่สัปดาห์ และถึงแม้ผู้บริหารจะพยายามบอกว่า ได้มีการเซ็นสัญญาระยะยาว 5 ปีกับลูกค้าแล้วก็ตาม แต่ตลาดก็ไม่เชื่อมั่นอีกต่อไป เพราะกังวลว่า ลูกค้าเจ้าใหญ่อย่าง Apple และ Meta อาจลดคำสั่งซื้อในอนาคตก็เป็นไปได้ --- 🏭 2. การอัดฉีดเงินทุนของเกาหลีใต้ = จุดเริ่มต้นของอุปทานล้นตลาด Michael Burry มองว่าการที่ ประธานาธิบดีอีแจยองของเกาหลีใต้ ประกาศเมกะโปรเจกต์ทุ่มเงินสูงถึง 1.35 ล้านล้านวอน (ประมาณ 8.8 แสนล้านดอลลาร์) เพื่อสร้างฐานผลิตชิปแห่งใหม่ให้กับ Samsung และ SK Hynix มันคือ "จุดเริ่มต้นของจุดจบ" ครับ ในมุมมองของ Burry แกมองว่า เม็ดเงินมหาศาลขนาดนี้ (คิดเป็น 2.6% ของ GDP เกาหลีใต้) จะเร่งกำลังการผลิตชิป DRAM จนทำสถิติสูงสุดใหม่ แถมพอไปดูข้อมูลของ Bloomberg Intelligence ก็ชี้ชัดว่า ภาวะขาดแคลนชิป DRAM สำหรับ AI Data Center มีโอกาสหายวับไปอย่างรวดเร็วหลังฐานการผลิตใหม่เสร็จสิ้น ซึ่งจะทำให้ตลาดมีโอกาสสูงมากที่จะเข้าสู่ภาวะ Oversupply ตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไปครับ --- 🇨🇳 3. สงครามราคาระลอกใหม่จากจีน สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในอุตสาหกรรมชิป ก็คือ "การทำสงครามราคา" ของจีนครับ Burry บอกแบบนั้น (ข้อนี้ ผมก็เห็นด้วยนะ) ปัจจุบัน CXMT (ChangXin Memory Technologies) ยักษ์ใหญ่ DRAM ของจีน กำลังเตรียมทำ IPO ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 เพื่อระดมทุนกว่า 2.95 หมื่นล้านหยวน ($4.3 พันล้าน) มาขยายโรงงานผลิตแผ่นเวเฟอร์ ทาง Morgan Stanley ก็มีเขียนบทวิเคราะห์บอกว่า จีนจะขยับเพิ่มสัดส่วนถึง 30% ของกำลังการผลิต DRAM ได้ภายในปี 2028 (เป็นรองแค่เกาหลีใต้) แถมยิ่งไปกว่านั้น CXMT เริ่มมีกำไรทะลุ 2 หมื่นล้านหยวนในไตรมาสแรกปีนี้ไปแล้ว และกำลังพยายามล็อบบี้รัฐบาลทรัมป์เพื่อส่งชิปให้ Apple ด้วย (และ Apple ก็ต้องการ เพราะราคาถูกกว่าชิปจากเกาหลีใต้เยอะพอสมควร) ถ้าจีนดำเนินนโยบายสำเร็จ คือ เพิ่มกำลังการผลิตได้เร็ว และ แย่งลูกค้าเจ้าใหญ่มาไว้ในมือได้ ก็มีโอกาสสูงมากๆที่จะทุบราคาชิปทั่วโลกให้ดิ่งลงครับ --- 🧠 สรุปมุมมอง Oligopoly ของ 3 ยักษ์ใหญ่ Samsung, SK Hynix และ Micron ที่คุมตลาด DRAM อยู่ 90% กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักด้วยแรงผลักดันทางการเมืองของเกาหลีใต้เอง และคู่แข่งม้ามืด ที่มาเงียบๆจากจีน คำเตือนของ Michael Burry ในครั้งนี้มีน้ำหนักเหมือนกันครับ และ เขาทำให้เราต้องมาทบทวนตำว่า "AI Supercycle" ว่า มันจะไปต่อได้ยาวนานขนาดไหน หรือ ตลาดจะเปลี่ยนกลุ่มเล่นไปที่กลุ่มใดนอกจากกลุ่มชิปหรือเปล่า? เพราะ ชิปหน่วยความจำถูกมองเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์ชาติ มันเลยทำให้ทุกประเทศแห่สร้างโรงงานผลิต จนท้ายที่สุด มันอาจจะเกินความต้องการที่แท้จริงไปหรือไม่? มองแบบนี้ เราอาจเลือก ปรับลดน้ำหนัก (Underweight) หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปความจำ และโยกเม็ดเงินไปเน้นกลุ่มผู้สร้างซอฟต์แวร์ AI หรือ "ระบบความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity)" ที่มีอำนาจต่อรองราคาและไม่ต้องแบกรับต้นทุนโรงงานมหาศาลแทนเลยดีไหม นี่คือ คำถามที่เราต้องไปตามหาคำตอบกันต่อครับ --- แต่ถ้าคุณจะดูแค่ประวัติการ Short หุ้นของ Michael Burry หลังวิกฤฆตซับไพรม์ละก็ บอกเลยว่า ไม่ค่อยแม่นนะครับ 555 หลังวิกฤต 2008 เขา Short ตลาดต่อเนื่องในช่วง Bull Market ที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ (2010-2020) → ขาดทุนหนักหลายปี จนต้องปิดกองทุน Scion Capital ในปี 2020 ปี 2021 → Short Tesla และ ARK Innovation ETF หนักมาก → ตลาดยังขึ้นต่อเนื่อง → ขาดทุนมหาศาล (บางช่วงขาดทุนเกือบ 50%) ปี 2023-2024 → Short หุ้นเทคและ AI หลายตัว (รวมถึงบางช่วงที่ Short Micron) → ตลาด AI ยังวิ่งขึ้นแรง → ถูกวิจารณ์หนัก ส่วนตัวผม มองว่า Burry เก่งเรื่องมองโครงสร้างใหญ่และฟองสบู่ เขาถูกต้องในการทำนายบ่อยครับ แต่ถ้าดูสถิติย้อนหลัง จะพบว่า เขาพลาดเรื่องจังหวะและ Timing บ่อยเหมือนกัน ด้วยการ Short เร็วเกินไปและถือ Position นานเกินไป ผมว่า เราควรมองความเห็นของ Burry เป็น “เครื่องเตือนภัย” ที่ดีมาก แต่ไม่แนะนำให้ตาม Short ทุกครั้ง หรือ ขายล้างพอร์ตตามเขาทุกครั้งครับ ไม่งั้นเจ็บตัวแน่นอน Mr.Messenger รายงาน
1
33
84
5,705
อำนาจทางการเมืองเหนือกฎกติกา ทรัมป์ได้โทรศัพท์หา Gianni Infantino ประธาน FIFA เพื่อเรียกร้องให้ทบทวนโทษใบแดงที่ Balogun ได้รับในเกมส์ที่แข่งกับบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา โดยคณะกรรมการวินัยของ FIFA เลือกใช้ Article 27 ในการยกเว้นโทษแบน 1 นัด และเปลี่ยนเป็น "ภาคทัณฑ์ 1 ปี" แทน ซึ่งบทบัญญัตินี้เขียนไว้ค่อนข้างคลุมเครือและแทบไม่เคยถูกนำมาใช้ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ ปกติแล้วใบแดงจะส่งผลให้ถูกแบนทันทีในนัดถัดไปอย่างไม่มีข้อยกเว้น เหตุการณ์นี้ตอกย้ำความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเกินไประหว่าง Infantino และทรัมป์ เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ประธาน FIFA เพิ่งจะมอบรางวัล "FIFA’s inaugural peace prize" ให้กับทรัมป์ ณ ทำเนียบขาว Mr.Messenger รายงาน
2
91
65
9,298
อานิสงส์น้ำมันลง พาเงินเฟ้อไทยผ่านจุดพีคไปแล้ว เงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ของไทยในเดือนมิถุนายนชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 2.42% (ลดลงจาก 2.79% ในเดือนพฤษภาคม และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 2.7%) แต่จุดที่น่าจับตา คือ เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งหักราคาอาหารสดและพลังงานออก กลับขยับตัวขึ้นจาก 0.92% เป็น 1.23% ครับ สิ่งนี้สะท้อนว่า แม้น้ำมันจะถูกลง แต่ผู้ประกอบการเริ่ม "ส่งผ่านต้นทุน" ไปยังราคาสินค้าและบริการอื่นๆ แล้ว (Underlying price pressures) แม้จะยังไม่อยู่ในระดับที่น่ากลัว แต่มันก็ชี้ให้เห็นว่าค่าครองชีพที่แท้จริงของคนไทยยังคงค่อยๆ ขยับขึ้นเงียบๆ ครับ Mr.Messenger รายงาน
2
43
60
3,843
สวัสดีครับทุกคน 2-3 วันมานี้ เรื่องของพี่โน้ต อุดม ที่ถูกยักยอกเงิน เป็นหนึ่งข่าวดังเลยทีเดียว และเมื่อดูในรายละเอียด ก็พบว่า การยักยอกครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ และน่าสนใจตรง ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นกับคนไกลตัวอีกต่อไป ผมเชื่อว่า หลายคนอาจเคยเจอสถานการณ์คล้าย ๆ กัน หรือกำลังจะเจอก็เป็นไปได้ คุณสรยุทธ เล่าในรายการให้ฟังว่า พี่โน้ต อุดม ถูกยักยอกเงินถึง 100 ล้านบาท โดยคนที่เขาไว้ใจและมอบหมายให้ดูแลพอร์ตการลงทุนให้ ซึ่งเป็นลูกน้องที่เคยติดตามพอร์ตให้มาก่อน คนร้ายผัวเมียร่วมหัวกันยักยอกเงินไปลงทุนในหุ้น พันธบัตร และคริปโต แต่สุดท้ายหมุนเงินออกไปเล่นพนันออนไลน์จนหมดตัว พอพี่โน๊ตถามถึงเงิน ขอดูการเดินบัญชี ก็ถูกบ่ายเบี่ยงด้วยประโยคที่ฟังดูคุ้นเคยว่า “ทำไมไม่เชื่อใจกัน” สุดท้าย ตัวผัวถูกตัดสินจำคุก 20 ปี (โทษสูงสุด) ส่วนเมียหนีไปได้ ทำให้พี่โน้ต ต้องนำบ้านหรู 3 หลังไปจำนองเพื่อชำระหนี้ และจัดเดี่ยวอีกรอบ เพื่อ “ปลดหนี้” --- เราจะเรียนรู้อะไรจากเรื่องของพี่โน้ต? 1. คนที่ “ดูแลพอร์ตให้” ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนที่น่าไว้ใจที่สุด หลายคนเข้าใจผิดว่า ถ้าให้ที่ปรึกษาการเงินดูแลพอร์ตให้ ก็เหมือนกับการฝากเงินไว้กับธนาคาร แต่ความจริงคือ ที่ปรึกษาการเงินไม่ได้เป็นผู้ดูแลเงินของคุณ เขาเป็นแค่คนแนะนำหรือช่วยซื้อขายให้เท่านั้น เมื่อเงินออกจากบัญชีของคุณแล้ว มันอยู่ในมือของคนอื่นจริง ๆ และคนอื่นนั้นอาจไม่ใช่คนที่คุณคิด ดังนั้น ต้องตรวจสอบรายการทุกครั้ง และสม่ำเสมอครับ 2. การไม่ติดตามพอร์ตเป็นระยะเวลานาน คือช่องโหว่ใหญ่ พี่โน้ตยอมรับเองว่าไม่ได้ตรวจสอบพอร์ตอย่างใกล้ชิด และเมื่อถามหาเงินก็ถูกบ่ายเบี่ยง นี่คือจุดอ่อนที่คนร้ายใช้ประโยชน์ครับ เพราะเมื่อเจ้าของเงินไม่มาเหลียวแล จากที่ไม่คิดโกง ก็เห็นช่องโกง ยักยอกเงินได้ 3. การไว้ใจคนใกล้ตัวเกินไป โดยไม่มีระบบตรวจสอบ คือความเสี่ยงที่อันตรายที่สุด คนร้ายในครั้งนี้คือ “ลูกน้อง” ที่เคยดูแลพอร์ตให้มาก่อน จะเห็นว่า ยิ่งคนใกล้ตัว ยิ่งทำให้เราลดระดับการตั้งคำถามและการตรวจสอบลง หลายๆบ้าน หลายๆครอบครัว ก็เจอกับดัก ความใกล้ชิดนี่ละครับ และบางที มันใกล้กวานั้นมากๆ คนที่โกงเงินไป อาจเป็นเพื่อนสนิท (จากข่าวดังในอดีต) หรือจาก ญาติ ที่ใช้นามสกุลเดียว หนักว่านั้น ลูกแท้ๆ โกงพ่อ โกงแม่ ก็เห็นม่แล้งเหมือน เพราะความไว้ใจนี่ละครับ --- แต่นี่ พี่โน๊ต เลือก ลูกน้องที่เป็นที่ปรึกษาการเงินมืออาชีพมาก่อนเลยนะ แล้งแบบนี้ ถ้าจะเลือกที่ปรึกษาการเงิน ควรเลือกยังไง? จากเรื่องของพี่โน้ต ผมสรุปเป็นหลักปฏิบัติตามนร้เลยครับ 1. แยกบทบาทให้ชัดเจน • ที่ปรึกษาการเงิน = คนให้คำแนะนำ • ผู้ดูแลเงิน = คุณเอง หรือสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือ (เช่น บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน, Private Bank) 2. อย่าให้คนอื่นมีอำนาจในการถอนหรือโอนเงินออกจากบัญชีคุณได้โดยลำพัง • ควรตั้งบัญชีแยก และให้สิทธิ์เฉพาะการซื้อขายผ่านระบบที่คุณสามารถตรวจสอบได้ ส่วนเรื่องการขายออกจากบัญชี อำนาจต้องอยู่ที่เราเท่านั้น 3. ตรวจสอบพอร์ตด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ • อย่างน้อยทุกไตรมาส ควรตรวจสอบยอดเงินคงเหลือและรายการซื้อขาย • อย่ารอให้ที่ปรึกษาส่งรายงานมาให้อย่างเดียว 4. อย่าไว้ใจใคร 100% • แม้จะเป็นคนใกล้ชิด แม้จะมีประวัติการทำงานดี แม้จะเคยทำผลงานให้ดีมาก่อน • การตรวจสอบไม่ใช่การไม่เชื่อใจ แต่เป็นการปกป้องตัวเอง 5. เลือกคนที่มีระบบและความโปร่งใส • ควรเลือกที่ปรึกษาที่ทำงานผ่านบริษัทที่มีระบบตรวจสอบ มี License ใบอนุญาต ที่เพียงพอ มีประสบการณ์การทำงาน และระบบงานที่ทำให้เรามั่นใจ • หลีกเลี่ยงคนที่เสนอให้โอนเงินไปบัญชีส่วนตัวหรือบัญชีบริษัทเล็ก ๆ ครับ --- ข้อคิดสำคัญ เรื่องของพี่โน้ต สอนเราว่า ความไว้วางใจโดยไม่มีระบบตรวจสอบ คือสูตรสำเร็จของการถูกยักยอก หลายคนกลัวที่จะตรวจสอบเพราะกลัวจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดี หรือกลัวจะทำให้ความสัมพันธ์เสียหาย แต่ความจริงคือ การตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอคือการปกป้องทั้งตัวคุณและความสัมพันธ์นั้นเอง สุดท้ายนี้ ขอฝากไว้ 3 ประโยคครับ • “เงินที่คุณไม่ตรวจสอบ คือเงินที่คนอื่นสามารถจัดการได้” • “คนที่ไม่ยอมให้คุณตรวจสอบ มักมีอะไรซ่อนไว้เสมอ” • “การไว้ใจคนอื่น 100% คือการไม่ไว้ใจตัวเอง” Mr.Messenger รายงาน
5
152
203
25,771
เพิ่งได้มีโอกาสย้อนไปดูคลิปสัมภาษณ์ Dario Amodei CEO ของ Anthropic ถึงประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อย เลยอยากเอามาเล่าให้ฟังครับ ในการสัมภาษณ์กับ Fox News เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เขาพูดตรง ๆ ว่า AI กำลังจะสร้างวิกฤตการจ้างงานรุนแรง โดยเฉพาะในงานระดับเริ่มต้น (Entry-Level) ของ White-Collar สิ่งที่ Dario Amodei เตือน มีอะไรบ้าง ไปดูแล้ววิเคราะห์กันต่อครับ --- Dario บอก งาน White-Collar ระดับเริ่มต้นกำลังถูกคุกคามหนัก งานสรุปเอกสาร, ระดมสมอง, ทำรายงานการเงิน, วิเคราะห์ข้อมูล งานในสาย การเงิน, ที่ปรึกษา, เทคโนโลยี, กฎหมาย และงานสำนักงานทั่วไป → AI จะเริ่มจาก ช่วยเหลือ (Augment) แล้วค่อย แทนที่ (Replace) ภายในเวลาไม่นาน โดย Dario คาดการณ์ตัวเลขที่ชวนวิตกไม่น้อยเลยครับ เขาบอกว่า งาน white-collar ระดับเริ่มต้นอาจหายไปถึง 50% ภายใน 1-5 ปี ซึ่งจะทำให้ อัตราการว่างงานของเยาวชนและแรงงานใหม่ (Fresh Grad) อาจพุ่งสูงถึง 10-20% เพราะ Pipeline สำหรับตำแหน่งเริ่มต้นกำลังแห้งเหือดลงอย่างรวดเร็ว --- เขาเรียกร้องให้หยุด Sugar-Coating Dario ย้ำว่า “แม้ AI จะสร้างความก้าวหน้า เช่น รักษามะเร็งหรือให้พลังงานราคาถูก แต่เราต้องเผชิญความจริงเรื่องการสูญเสียงานด้วย” เขาเรียกให้รัฐบาลและบริษัทเทคหยุดพูดหวาน และเริ่มเตรียมมาตรการรองรับ เช่น นโยบายสนับสนุนรายได้, การฝึกทักษะใหม่ (Reskilling) อย่างจริงจัง ครับ --- มองมาที่ปัจจุบัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงแล้วในไทยและโลก ตอนนี้เราไม่ต้องรออีกต่อไป เพราะหลายงาน ถูก AI แย่งไปแล้วจริง ๆ: งานเขียนโค้ดระดับ Junior: นักพัฒนาโปรแกรมรุ่นใหม่หลายคนบอกว่า “ตอนนี้บริษัทใช้ Claude หรือ Cursor เขียนโค้ดพื้นฐานแทนแล้ว งานที่เคยให้ Junior ทำ 80% หายไป” Customer Support / Call Center: บริษัทธนาคารและ e-Commerce ไทยหลายแห่งเปลี่ยนมาใช้ AI Chatbot Voice Agent แทนพนักงานจริง งานตอบคำถามซ้ำ ๆ หายไปเกือบหมด วิเคราะห์ข้อมูลและทำรายงาน: นักวิเคราะห์รุ่น junior ถูกให้ใช้ AI สรุปข้อมูล Excel, PowerPoint, และเขียนรายงานวิเคราะห์ตลาด แทนที่จะทำเองทั้งหมด Content Creation: Copywriter และ Content Creator ระดับต้น ถูก AI ช่วยเขียนบทความ, โพสต์โซเชียล, และสคริปต์วิดีโอ ทำให้งาน Entry-Level ลดลงชัดเจน งานกฎหมายและบัญชี: การตรวจสอบเอกสารสัญญา, ทำบัญชีพื้นฐาน, และสรุปภาษี เริ่มใช้ AI Tool ทำแทนได้ 70-80% ของงาน routine Fresh Grad หลายคนในไทยเริ่มบ่นว่า “สมัครงานแล้วเจอระบบ AI สัมภาษณ์ Test Case อัตโนมัติ” และหลายบริษัทลดการรับ Trainee เพราะ AI ทำได้เร็วและถูกกว่า ในระดับโลก Anthropic, OpenAI, Google กำลังเร่งพัฒนา Agentic AI (AI ที่คิดและทำงานได้ด้วยตัวเอง) ซึ่งจะเร่งกระบวนการแทนที่งาน routine ให้เร็วขึ้นอีก Dario มองว่า นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป มันกำลังเกิดขึ้น เร็วและแรง กว่าที่ทุกคนคาด --- มุมมอง Mr.Messenger AI ไม่ใช่ปีศาจที่ฆ่างานทุกตำแหน่ง แต่เป็น เครื่องเร่ง ที่ทำให้งาน routine และงานที่ทำซ้ำ ๆ หายไปอย่างรวดเร็ว เรียนรู้ใช้ AI เป็น “เพื่อนร่วมงาน” ไม่ใช่ “ศัตรู” ผมมองว่า มันเป็นโอกาสสำหรับคนที่เตรียมตัวทันครับ งานที่ต้องใช้ Creativity, Emotional Intelligence, Complex Problem Solving และ Leadership ยังปลอดภัยในระยะใกล้ ทักษะใหม่ที่กำลังมาแรง: Prompt Engineering, AI Integration, Data Storytelling, Human-AI Collaboration ทักษะเหล่านี้ คือ สิ่งที่แรงงงานรุ่นใหม่ต้องมี เป็น Basic Skill ในอนาคตอันใกล้นี้เลย แนะนำสำหรับน้องๆ Fresh Grad / Junior Staff ครับ คุณควรเร่ง Reskill ทันที อย่ารอให้งานหาย สำหรับนักลงทุน: ธีม Education Tech, Reskilling Platform, AI Tool สำหรับองค์กร ยังมีโอกาสเติบโตสูง และตลาดยังไม่ได้ตระหนักในมิติมากนัก อย่างที่ Dario ให้สัมภาษณ์กับ Fox News ครับ ขณะที่บริษัทเอกชน ถ้าเป็นไปได้นะครับ ควรใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริมคน (Augmentation) มากกว่าแทนที่คน เพื่อลดความเสี่ยงทางสังคมที่จะตามมาครับ Dario ปิดท้ายในบทสัมภาษณ์ด้วยความหวังว่า AI จะนำพาความก้าวหน้ามาสู่โลก แต่เราต้องเผชิญความจริงและเตรียมตัวกันให้ดีครับ Mr.Messenger รายงาน
7
218
291
30,295
Safe Haven แตก! ทองคำร่วง เยนอ่อนค่าทุบสถิติ 40 ปี แม้ตลาดหุ้นเจอแรงขายแล้ว ทำไม playbook เก่าของนักลงทุนถึงใช้ไม่ได้แล้วในปี 2026?” ในตำราการลงทุน มันมึทฤษฎีที่บอกว่า เมื่อตลาดหุ้นเกิดความผันผวน นักลงทุนทั่วโลกมักวิ่งไปหลบภัยใน US Treasuries, เงินเยน และทองคำ ตาม playbook เดิมที่ใช้มานานหลายสิบปี แต่ในครึ่งปีแรกของ 2026… ดูเหมือน playbook นี้พังแล้วครับ พันธบัตรสหรัฐฯ Yield พุ่งขึ้น (ราคาพันธบัตรตก) เงินเยน อ่อนค่าทุบสถิติรอบ 40 ปี (USD/JPY พุ่งทะลุ 162) ทองคำ ร่วงลงแรงจากจุดสูงสุดในเดือนมกราคม ในขณะเดียวกัน หุ้น AI ยังคงถูกไล่ซื้อต่อเนื่อง ทำไม Safe Haven ถึงไม่ทำงานตามปกติ? วันนี้ผมจะเจาะลึกให้อ่านกัน --- 1. ไม่ใช่ “Risk-Off” แบบคลาสสิกอีกต่อไป Frederic Neumann, Chief Asia Economist จาก HSBC อธิบายว่า “ตอนนี้ underlying risk appetite ยังแข็งแกร่ง และสภาพคล่องการเงินโลกยังผ่อนคลาย” ตลาดยังคงเห็น Fund Flow ไหลเข้าหุ้น AI หนัก ๆ ทั้งในสหรัฐฯ (Nvidia, Intel) และเอเชีย (Samsung Electronics, SK Hynix, TSMC)�แม้จะมีสงครามอิหร่านและความผันผวนทางการเมือง เหตุผลหลัก ที่ Safe Haven ล้มเหลว: • Inflation Fears ยังสูงจากราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงาน • Higher Real Yields ทำให้พันธบัตรและทองคำ (สินทรัพย์ไม่มีดอกเบี้ย) ถูกเทขาย • Fiscal Concerns หนี้สาธารณะสหรัฐฯ สูง ความกังวลเรื่องการเมืองภายใน • Interest Rate Gap ระหว่าง Fed (Hawkish) กับ BOJ (ยังผ่อนคลาย) ทำให้เงินไหลออกจากเยน --- 2. ทองคำ: “ไม่ใช่พระเอกใน Safe Haven อีกต่อไป” ภาพที่เราเห็นชัดในครึ่งปีแรกของปีนี้ก็คือ “ทองคำถูกกดดันจากดอลลาร์ที่แข็งค่า และ Real Yield ที่สูงขึ้น“ การไหลเข้า-ออกของ Hot Money ที่เข้ามาเก็งกำไร (Retail Leveraged Flows) เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำผันผวนผิดปกติครับ สรุป: ทองคำยังเป็น Safe Haven ระยะยาว แต่ในช่วงสั้น ๆ มันถูกครอบงำด้วยปัจจัยดอกเบี้ยและดอลลาร์มากกว่า รวมถึงแรงเก็งกำไรจากรายย่อย โดยเฉพาะในจีน --- 3. เงินเยน: Safe Haven ที่กำลัง “พัง” เงินเยนอ่อนค่าลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี แม้ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และแทรกแซงตลาดด้วยเงินกว่า $74 พันล้าน สาเหตุหลัก: • ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ ยังกว้างมาก • หนี้สาธารณะญี่ปุ่นสูงถึง 204.4% ของ GDP (สูงที่สุดในโลก) • Yen Carry Trade ยังคงถูกถอนทุนครั้งใหญ่ ปัจจัยเหล่านี้ ทำให้นักลงทุนตั้งคำถามกับเงินเยนหนักๆว่า เงินเยนอาจไม่ใช่ Safe Haven ที่เชื่อถือได้อีกต่อไปหรือเปล่า? --- มุมมอง Mr.Messenger ปี 2026 นี้ เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ Safe Haven แบบเดิมไม่ทำงานอีกต่อไป �สาเหตุเพราะตลาดถูกขับเคลื่อนด้วย AI Theme Inflation Geopolitics Fiscal Dominance พร้อมกัน สิ่งที่เกิดขึ้น: • นักลงทุนยังไล่ซื้อหุ้น AI เพราะเชื่อใน Growth Story • แต่ Safe Haven ถูกกดดันจาก Higher Real Yields และ Stronger Dollar พอเป็นแบบนี้ คำแนะนำสำหรับนักลงทุนก็คือ • อย่าพึ่ง Safe Haven แบบเก่า เพียงตัวเดียว หรือตัวใดตัวหนึ่ง • กระจายพอร์ตให้กว้างขึ้น: หุ้น Value, Defensive Stocks ทองคำบางส่วน Cash • ติดตาม Real Yields และ USD Index ใกล้ ๆ เพราะเป็นตัวกำหนดทิศทางของทุกอย่าง • รวมถึงใช้โอกาส Rotation ออกจากหุ่น Tech บางตัวที่วิ่งแรงๆเกินปัจจัยพื้นฐาน โดยใช้จังหวะนี้สะสมหุ้นที่ Valuation ถูกกว่าครับ ตลาดปีนี้สอนเราว่า… �“Old Playbook is Dead” �เราต้องสร้าง playbook ใหม่ที่ยืดหยุ่นและปรับตัวเร็วขึ้น เพื่อให้พอร์ตของเรารับความผันผวนได้ดีขึ้นนะครับ Mr.Messenger รายงาน
80
153
10,557
เมื่อวานมีรายงานจาก Financial Times ที่เป็นประเด็นให้นักลงทุนพูดถึงกันทั่วโลก ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังตื่นตระหนกกับ “สงครามภาษี” และตลาดหุ้นร่วงหนักในเดือนเมษายน 2025 ลุงทรัมป์ กลับใช้โอกาสนี้ช้อนซื้อหุ้นฟาดกำไรสบายๆ ยกตัวอย่าง... วันที่ 8 เมษายน 2025 - วันที่ตลาดร่วงแรงที่สุดช่วงหนึ่ง ในพอร์ตลุงทรัมป์ มีการเข้าซื้อหุ้นถึง 327 ครั้ง ... ย้ำว่า 327 ครั้ง ในวันเดียว!! โดยหุ้นที่ลุงทรัมป์ซื้อหนักๆคือ หุ้นเทคยักษ์ใหญ่อย่าง Apple, Nvidia, Microsoft, Amazon และ Alphabet โดยมีมูลค่าการซื้อแต่ละรายการอยู่ที่ $100,000–$250,000 ไม่น้อยนะครับ และที่น่าตกใจคือ… วันรุ่งขึ้น (9 เมษายน) เขาประกาศลดภาษีบางส่วน! ซึ่งผลต่อตลาด ก็อย่างที่เราทราบกัน คือ ตลาดหุ้นฟื้นตัวพุ่งแรง ดัชนี S&P 500 บวกกว่า 9.5% ในวันเดียว ถือว่าเป็นหนึ่งในวันที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว --- ทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นประเด็นร้อน? 1. ประธานาธิบดีที่มีผลประโยชน์ส่วนตัวสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ทรัมป์ คือประธานาธิบดีคนแรกที่ถือพอร์ตหุ้นขนาดใหญ่ขณะอยู่ในตำแหน่ง การเคลื่อนไหวของเขาจึงส่งผลโดยตรงต่อตลาด (และตัวเขาเอง) 2. ซื้อในจุดต่ำสุด แล้วประกาศนโยบายช่วยตลาด เขาซื้อหุ้นในวันที่ S&P 500 ใกล้เข้าสู่ Bear Market (ลดลง 20% จากจุดสูงสุด) แล้ววันถัดไปประกาศ “This is a great time to buy!!!” บน Truth Social 3. หุ้นที่เขาซื้อเด้งแรงทันที - Apple: ลด 5% วันซื้อ → พุ่ง 15% วันถัดไป (ดีที่สุดนับตั้งแต่ 1998) - Nvidia: ลด 1% → พุ่งเกือบ 19% (เพิ่มมูลค่าตลาดเกือบ 1 ใน 5 ในวันเดียว) --- White House ตอบโต้อย่างไร? โฆษกทำเนียบขาวระบุว่า: - ทรัมป์มีสินทรัพย์จำนวนมากเพราะเคยเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ - ทุกการลงทุนอยู่ภายใต้การจัดการของสถาบันการเงินอิสระ - “ไม่มีผลประโยชน์ขัดกัน” ทรัมป์เองก็ออกยืนยันว่า “ผมไม่ยุ่งเกี่ยวกับพอร์ตส่วนตัว ผมมีกองทุนดูแลให้” --- น่าสนใจอีก Asset Class คือ ... กำไรของทรัมป์ในปี 2025 มีส่วนหนึ่ง ราวๆ 515 ล้านดอลลาร์ มาจากการขายโทเคน World Liberty Financial (WLF) และอีก 65 ล้านดอลลาร์จากการขายหุ้นบริษัทแม่ของ WLF ซึ่งทรัมป์ยืนยันว่าอุตสาหกรรมคริปโทฯ นี้ "ไม่มีอะไรผิดกฎหมายนะทุกคนนนนนน" นี่คือการยืนยันชัดเจนว่าผู้นำสหรัฐฯ มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับ Digital Asset ครับ และเอาจริงๆ ตลาด Crypto น่าจะยังคงเป็นกลุ่มที่ได้รับไฟเขียวและได้อานิสงส์สูงสุดจากนโยบายรัฐบาลชุดนี้ แม้จะต้องเจอกับคำถามจากสภาคองเกรสเรื่อง Conflict of Interest หรือ Insider Trading ของคนในครอบครัวทรัมป์ก็ตามครับ --- มุมมอง Mr.Messenger ไม่ว่าคุณจะมองว่า นี่คือ “ความฉลาด” หรือ “ขัดแย้งผลประโยชน์” สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ประธานาธิบดีมีอำนาจเคลื่อนตลาด และมีส่วนได้ส่วนเสียในตลาดพร้อมกัน ในยุคที่เงินเยนอ่อนค่า Carry Trade ถอนทุน Tariff War ยังไม่จบ การเคลื่อนไหวของทรัมป์ยิ่งทำให้ตลาดผันผวนมากขึ้นครับ - อย่าไล่ซื้อหุ้นเทคตอนตลาดฟื้นแรงจากข่าวการเมือง - อย่ากลับจนเกินไป เมื่อมีแรงขายจากข่าว (เพราะลุงทรัมป์แอบเก็บแน่นอน 555 ) - จากนี้ แนะนำกระจายพอร์ต เน้น Value Stocks Defensive ทองคำบางส่วน - ติดตาม Yen Carry Trade ใกล้ ๆ เพราะมันคือ “เชือกดึง” ตลาดโลกในตอนนี้ Mr.Messenger รายงาน
3
254
282
26,425
เมื่อคืน (3 กรกฎาคม 2026) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แสดงให้เห็นภาพที่ชัดเจนที่สุดในรอบหลายเดือน ผมให้นิยามว่า “The Great Sector Rotation” นะ ขยายความคือ เริ่มเห็นการโยกย้ายเม็ดเงินครั้งมหาศาลจากหุ้นเทคโนโลยีและ AI ไปสู่หุ้นกลุ่มดั้งเดิม (Value & Defensive Stocks) ชัดเจนขึ้น ดูได้จากการที่ ดัชนี Dow Jones พุ่งทะลุ 52,900 จุด ทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่ในทางตรงกันข้าม Nasdaq กลับร่วงลงอย่างหนัก นี่คือสัญญาณสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตามองนะ ไปดูประเด็นที่น่าสนใจกันครับ --- 1. ตัวเลขจ้างงาน (Nonfarm Payrolls) แย่เกินคาด — ตัวเร่งให้เกิด Rotation ตัวเลขการจ้างงานเดือนมิถุนายน ออกมาเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้มาก นักลงทุนในตลาดเลยตีความว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว → เฟดอาจไม่ขึ้นดอกเบี้ยแรงอย่างที่กลัว แต่ความท้าทายใหม่ก็คือ เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังชะลอตัวหรือเปล่า? ความสงสัยนี้ ส่งผลให้เม็ดเงินไหลออกจากหุ้น Growth (โดยเฉพาะ Tech & Semiconductor) ที่ Valuation ตึงตัว เพราะวิ่งมาแรงเหลือเกิน แล้ว ไหลเข้าไปหาหุ้น Value และ Defensive ที่ราคาถูกกว่าและมั่นคงกว่า VanEck Semiconductor ETF (SMH) ร่วงกว่า -4.5% Roundhill Memory ETF (DRAM) ร่วงหนักกว่า -7.9% โดยหุ้นชิปกลุ่มผู้นำอย่าง Nvidia ลบ -1.4%, Micron ลบ -5.5%, Teradyne ร่วงหนักถึง -13.6% --- 2. “Good News is Bad News” เกิดขึ้นกับ Tesla อีกครั้ง Tesla รายงานยอดส่งมอบไตรมาส 2 ที่ 480,126 คัน - สูงกว่าที่ Wall Street คาดไว้ชัดเจน แต่หุ้นกลับร่วงถึง -7.3% เหตุผลคือ Sell on Fact - ราคาหุ้นวิ่งขึ้นมาก่อนหน้าแล้ว 13% ใน 4 วัน นักลงทุนจึงถือโอกาสขายทำกำไรทันทีที่ข่าวดีออกมา นี่คือลักษณะเฉพาะของหุ้น Growth ที่ Valuation สูงเกินจริงครับ แค่ผลการดำเนินงานออกมาดีกว่าคาด ก็ยังไม่พอ ต้องดีแบบเหนือความคาดหมายมากๆ ถึงจะขึ้นต่อได้ --- 3. ทองคำกลับมาเป็นดาวเด่น - ยืนเหนือ $4,125 แข็งแกร่ง ในขณะที่หุ้นเทคถูกเทขาย ทองคำกลับทำหน้าที่ได้ดีมาก ราคาทองคำ Spot ปิดเหนือ $4,127–$4,130 ต่อออนซ์ แรงหนุนหลัก - มาจากโอกาสที่ เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยลดลงอย่างชัดเจน - ความเสี่ยงทางการเมืองในสหรัฐฯ (ทรัมป์พยายามแทรกแซงเฟด) - ธีม “Debasement Trade” - ความกังวลเรื่องความน่าเชื่อถือของเงินดอลลาร์ ทองคำจึงกลายเป็นสินทรัพย์ที่ยังมีความต้องการ ยิ่งในช่วง Sector Rotation ครั้งนี้ด้วย --- 4. OpenAI เสนอมอบหุ้น 5% (มูลค่าราว 4.26 หมื่นล้านดอลลาร์ จากมูลค่าบริษัทรวม 8.52 แสนล้านดอลลาร์) ให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ จากการที่ รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังสั่งเบรกการเข้าถึงโมเดล AI ขั้นสูง (เช่น Fable 5 ของ Anthropic และ GPT 5.6 ของ OpenAI) ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ล่าสุด Sam Altman เสนอหุ้น 5% ให้รัฐบาล คือความพยายามที่จะดึงรัฐบาลเข้ามาเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากกำไรและการเติบโตของ OpenAI โอกาสที่รัฐบาลจะออกกฎหมายสกัดกั้น หรือสั่งระงับการเปิดตัวโมเดลใหม่ๆ ย่อมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือการสร้าง "คูเมือง (Moat)" ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่บริษัทเอกชนจะทำได้ ถ้าดีลนี้ผ่านการอนุมัติจาก Congress มันจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ ของอุตสาหกรรม AI ทันที คู่แข่งรายอื่นๆ อาจถูกกดดันให้ต้องมอบหุ้นให้รัฐบาลเช่นกัน หากต้องการไฟเขียวในการพัฒนาโมเดลขั้นสูงต่อไป --- 5. ราคาน้ำมันต่ำกว่า $68.50 - ช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ ดีลสันติภาพชั่วคราว 60 วันระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซเริ่มเปิดมากขึ้น ราคาน้ำมันดิบร่วงลงต่ำกว่า $68.50 ต่อบาร์เรล นี่คือข่าวดีสำหรับผู้บริโภคและเศรษฐกิจ เพราะช่วยลดต้นทุนพลังงานและแรงกดดันเงินเฟ้อ --- มุมมอง Mr.Messenger สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การเปลี่ยนขั้วครั้งสำคัญ (Sector Rotation) ตลาดกำลังบอกว่า “AI Hype อาจถึงจุดอิ่มตัวชั่วคราว” ขณะที่เศรษฐกิจจริง (Real Economy) เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น จากที่แนะนำ ชะลอสะสมหุ้นเทค และ Take Profit บางส่วน โดยเฉพาะตัวที่ Valuation สูงเกินไป (Trim 10-20%) ยังคงแนะนำนะครับให้เพิ่มน้ำหนักหุ้น Value & Defensive ใน Dow Jones (ธนาคาร, พลังงาน, สาธารณูปโภค, Healthcare) ทองคำยังน่าสนใจ เป็น Hedge ในช่วงผันผวน ถือ Cash บางส่วนเพื่อรอจังหวะซื้อเมื่อตลาดปรับฐานชัดเจน จับตา ตัวเลข PCE (ตัวชี้วัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ) ในวันพฤหัสนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางสำคัญอีกครั้ง Mr.Messenger รายงาน
59
90
7,578
OpenAI เสนอมอบหุ้น 5% (มูลค่าราว 4.26 หมื่นล้านดอลลาร์ จากมูลค่าบริษัทรวม 8.52 แสนล้านดอลลาร์) นักวิเคราะห์มองว่า เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากกำไรและการเติบโตของ OpenAI โอกาสที่รัฐบาลจะออกกฎหมายสกัดกั้น หรือสั่งระงับการเปิดตัวโมเดลใหม่ๆ ย่อมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือการสร้าง Moat ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่บริษัทเอกชนจะทำได้ ถ้าหากดีลนี้ผ่านการอนุมัติจาก Congress มันจะกลายเป็น "มาตรฐานใหม่" ของอุตสาหกรรม AI ทันที คู่แข่งรายอื่นๆ อาจถูกกดดันให้ต้องมอบหุ้นให้รัฐบาลเช่นกัน หากต้องการไฟเขียวในการพัฒนาโมเดลขั้นสูงต่อไป Mr.Messenger รายงาน
3
16
45
3,412
รายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนมิถุนายน ออกมาแล้ว ปรากฎว่า ตัวเลขดิ่งเหว สร้างงานใหม่ได้เพียง 57,000 ตำแหน่ง (ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 115,000 ตำแหน่งอย่างมาก) แถมยังมีการปรับลดตัวเลขของเดือนพฤษภาคมและเมษายนลงอีกรวมกว่า 74,000 ตำแหน่ง สะท้อนว่าแท้จริงแล้วตลาดแรงงานสหรัฐฯ อ่อนแอมาพักใหญ่แล้ว และแม้อัตราการว่างงานจะลดลงมาอยู่ที่ 4.2% แต่มันไม่ได้เกิดจากการที่คนมีงานทำมากขึ้นครับ ทว่าเกิดจาก "คนถอดใจออกจากตลาดแรงงาน" (Labor Force Participation Rate ร่วงลงเหลือ 61.5% ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2021) Mr.Messenger รายงาน
42
95
8,204
ช่วงนี้หลายคนที่อยากอัพเกรดคอมพิวเตอร์ ซื้อเครื่องเกมส์ ซื้อมือถือใหม่ หรือซื้อ RAM เพิ่ม ต้องเจอกับราคาที่พุ่งสูงแบบไม่น่าเชื่อ แถมบางรุ่นขึ้นราคากว่า 700% ในเวลาไม่กี่ปี และตอนนี้เรื่องนี้กลายเป็นคดีความใหญ่โต เมื่อผู้บริโภคในสหรัฐฯ ร่วมกันฟ้อง Samsung, SK Hynix และ Micron ในข้อหาฮั้วราคา (Collusion) เพื่อลดการผลิตชิป RAM รุ่นเก่า (DDR3 และ DDR4) แล้วหันไปโฟกัสผลิตชิป HBM สำหรับ AI แทน พาไปดูดราม่าเรื่องนี้กันครับ --- คำถามแรกเลย ก็คือ ทำไมผู้บริโภคถึงเดือด? เพราะบริษัททั้ง 3 แห่งนี้ ครองตลาด DRAM (ชิปหน่วยความจำ) เกือบ 90% ของโลกครับ แล้วพอพวกเขาลดการผลิตชิปสำหรับผู้ใช้ทั่วไป (PC, Laptop, Smartphone) ราคาชิปก็เลยพุ่งทะยานทันที ผู้บริโภคและ PC Builder รู้สึกว่า “ถูกเอาเปรียบ” เพราะในขณะที่ AI Data Center ยังซื้อ HBM ราคาแพงได้สบาย แต่คนทั่วไปที่อยากอัพเกรดเครื่องกลับต้องจ่ายแพงขึ้นหลายเท่า --- ถ้ามองในมุมธุรกิจ: มันสมเหตุสมผลจริงหรือ? จากมุมของบริษัททั้ง 3 แห่ง การตัดสินใจนี้ถือว่า ถูกต้องทางเศรษฐศาสตร์ นะ ลองคิดตามผมดูตามนี้ - AI Boom ทำให้ความต้องการ HBM (High-Bandwidth Memory) พุ่งสูงมหาศาล - โรงงานผลิตชิปมีกำลังการผลิตจำกัด เวเฟอร์ทุกแผ่นที่นำไปทำ DDR4 ราคาถูก = เสียโอกาสทำกำไรจาก HBM ที่ราคาสูงกว่าเป็น 10 เท่า - Gross Margin ของ Micron พุ่งทะลุ 84.9% ในไตรมาสล่าสุด แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการโฟกัส HBM ทำกำไรได้มหาศาล ผู้ถือหุ้นก็แฮปปี้ นี่คือ Conscious Parallelism - แต่ละบริษัทมองเห็นโอกาสเดียวกัน แล้วตัดสินใจตามหลักธุรกิจของตัวเองโดยไม่จำเป็นต้อง “ตกลงกันลับหลัง” ครับ ผมมองว่า ข้อหาฮั้วราคา (Collusion) อาจไม่สามารถลงโทษทั้ง 3 บริษัทได้จริง แต่เราก็เห็นราคาหุ้นทั้ง Samsung, SK Hynix และ Micron ถูกเขย่าแล้วทันที อย่างเห้นเมื่อคืน และเช้าวันนี้ --- ฝั่งผู้บริโภคไม่เชื่อง่ายๆ ครับ เพราะบริษัททั้ง 3 เคยมีประวัติไม่ดีมาก่อน ในช่วงต้นยุค 2000s 2 บริษัทจากเกาหลีใต้ เคยถูกสหรัฐฯ ตรวจสอบเรื่องปั่นราคา DRAM Samsung และ SK Hynix ยอมรับผิดและจ่ายค่าปรับหลายร้อยล้านดอลลาร์ ส่วน Micron รอดตัวเพราะเป็นผู้แจ้งเบาะแส (ทั้งๆที่จริงๆ ตัวเองก็ได้ประโยชน์ด้วย) คดีปี 2018 ที่คล้ายกันมากๆ แต่ก็ต้องถูกยกฟ้องครับ เพราะศาลเห็นว่าเป็น “พฤติกรรมกลไกตลาด” ไม่ใช่การฮั้วราคาที่ผิดกฎหมาย คดีใหม่นี้จึงต้องมี “หลักฐานมัดตัว” เช่น อีเมลหรือการประชุมลับ หรือ เอกสารที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ จึงจะสามารถเอาผิดได้ครับ --- ผลกระทบจากเหตุการณ์ต่อนักลงทุนและผู้บริโภค ด้านบวก (สำหรับนักลงทุน): - บริษัท Memory ยังอยู่ในช่วง Super Cycle จาก AI - Margin สูง ราคาขายแพง = กำไรระยะสั้นดีมาก - Micron, SK Hynix ยังเป็นหุ้นที่ตลาดให้ความสนใจสูง ด้านเสี่ยง: - ถ้าศาลตัดสินว่ามีการฮั้วราคาจริง อาจเจอค่าปรับมหาศาล คดีชดเชยจากผู้บริโภค - เมื่อ Supply HBM เพิ่มขึ้นในปี 2027-2028 Margin อาจลดลงอย่างรวดเร็ว (เหมือน Cisco ในอดีต) สำหรับผู้บริโภค: - ราคา RAM, SSD และโดยตรงจะส่งผลถึงราคาคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนในไทยด้วย - iPhone รุ่นถัดไปจะถูกปรับราคาขึ้นตามที่ Tim Cook เคยพูดไว้ --- มุมมอง Mr.Messenger นี่คือตัวอย่างคลาสสิกของ “ผู้ชนะและผู้แพ้ในยุค AI” เลยครับ บริษัท Memory ที่ปรับตัวเร็ว เปลี่ยนสายการผลิตไปทำ HBM ให้ AI → กำไรพุ่งกระฉูด แต่ผู้บริโภคทั่วไปที่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อทำงานและเล่นเกม → ต้องจ่ายแพงขึ้น ผมมองว่า ในระยะสั้น (6-12 เดือน) Memory Stocks ยังมีโมเมนตัมดี อยู่ครับ แต่ในระยะกลาง มีความเห็นว่า ควรกระจายพอร์ตให้กว้างขึ้น อย่าโฟกัสหุ้นตัวเดียว หรือกลุ่มเดียวมากเกินไป และสุดท้าย คงต้องติดตามคดีความนี้ให้ดี เพราะผลลัพธ์อาจส่งผลต่อทั้งราคาหุ้นและราคาสินค้าในตลาดจริงครับ Mr.Messenger รายงาน
27
58
5,859
ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง การประกาศจุดยืนจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ในวาระครบรอบ 105 ปี การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน 1. บอก จีนจะเป็นผู้สร้างสันติภาพและรวบรวมกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (ผ่านกลุ่ม BRICS) เพื่อคานอำนาจสหรัฐฯ ที่เขามองว่ากำลังถดถอย 2. ย้ำถึงการสร้างความแข็งแกร่งทางทหารผ่าน "วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" 3. ย้ำเป้าหมาย "การฟื้นฟูชาติ (National Rejuvenation)" โดยต้องแก้ปัญหาไต้หวันให้สำเร็จ (แม้จะต้องใช้กำลังทหาร) Mr.Messenger รายงาน
4
57
123
8,488
Kevin Warsh ประธานเฟดคนใหม่ ส่งคำเตือนตรงไปยังตลาดหุ้นและนักลงทุน ในงาน ECB Forum on Central Banking เมื่อคืนที่จัดที่ เมืองซินทรา ประเทศโปรตุเกส ว่า “ถ้ามีใครในตลาดการเงินคิดว่า Fed ยุคนี้จะยอมประนีประนอมกับเป้าหมายเงินเฟ้อที่สูงกว่า 2% พวกเขาจะต้องผิดหวังแน่นอน” ผลกระทบ: คำพูดนี้ตอกย้ำว่า "เฟดจะยังไม่ลดดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ และพร้อมจะตรึงดอกเบี้ยสูง หรือแม้กระทั่งพร้อมจะขึ้นดอกเบี้ยหากจำเป็น" นี่คือปัจจัยบวกที่จะทำให้ดอลลาร์แข็งค่าต่อไป และกดดันราคาทองคำในระยะสั้น รวมถึง เริ่มเห็นหุ้นกลุ่ม Growth Play มีแรงขายทำกำไรออกมาเป็นระยะๆนะครับ Mr.Messenger รายงาน
72
104
7,363
เงินเยนอ่อนค่าทุบสถิติรอบ 40 ปี! Yen Carry Trade กำลังถอนทุนครั้งใหญ่ เช้านี้ ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี (USD/JPY พุ่งทะลุ 162.7) นะครับ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของญี่ปุ่นที่เดียวอีกต่อไป… แต่เป็น “เชือกดึง” ที่กำลังชักคะเย่อกระชากตลาดการเงินทั่วโลกให้นักลงทุนต้องกลับมามองกันอีกรอบ วันนี้ผมจะพาไปเจาะลึกกลไกที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังภาพนี้แบบเข้าใจง่าย ๆ ครับ --- เริ่มกันที่ Yen Carry Trade คืออะไร? เอาง่ายๆ มันคือ “ท่อส่งน้ำเลี้ยง” ของตลาดโลก มานานกว่า 30 ปี ครับ จุดเริ่มต้น มันมาจากห้องสวีทที่โรงแรม Plaza ในปี 1985 ตอนนั้น ความแข็งแกร่งของภาคการผลิตญี่ปุ่นในยุค 80s บีบให้สหรัฐฯ ต้องยื่นคำขาดจนนำไปสู่ "Plaza Accord" ในปี 1985 เพื่อกดดอลลาร์ให้อ่อนค่า และดันค่าเงินเยนให้แข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว ผลลัพธ์ในวันนั้นทำให้นักลงทุนที่ถือเงินเยน แห่ขนเงินกลับประเทศอย่างรวดเร็ว เอาไปลงทุนในประเทศ ทั้งพันธบัตร ทั้งหุ้น และอสังหาฯในประเทศ ผลที่ตามมาหลังจากนั้นคือ ญี่ปุ่นสูญเสียความสามารถในการส่งออกทันทีครับ เพราะเงินเยนแข็งค่าเร็วเกินไป และในตอนนั้น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ต้องอัดฉีดเม็ดเงินและลดดอกเบี้ยจนเกิด "ฟองสบู่" ครั้งใหญ่ในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ และพอฟองสบู่ลูกนั้นแตก ญี่ปุ่นก็เข้าสู่ทศวรรษแห่งความซบเซา จนต้องตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0% เป็นเวลากว่า 30 ปีทีเดียว --- หลังจากนั้น นักลงทุนก็เริ่มเห็นช่องโอกาสในการลงทุนที่น่าสนใจ ผ่านกลไกที่เรียกว่า "Yen Carry Trade " นักลงทุนทั่วโลกใช้สูตรสำเร็จนี้ครับ 1. กู้เงินเยนจากญี่ปุ่น (ดอกเบี้ยเกือบ 0%) 2. แปลงเป็นดอลลาร์หรือสกุลเงินอื่น 3. นำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง เช่น หุ้นสหรัฐฯ, พันธบัตร, ทองคำ, หรือคริปโต เม็ดเงินหลายล้านล้านดอลลาร์ที่ไหลออกจากญี่ปุ่นนี้ คือหนึ่งในเครื่องยนต์หลักที่ผลักดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกพุ่งสูงในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา --- แล้วทำไมรอบนี้ ค่าเงินเยนถึงอ่อนค่าหนักที่สุดในรอบ 40 ปี? สาเหตุหลักมาจาก ส่วนต่างดอกเบี้ย ที่กว้างมากระหว่างญี่ปุ่น (ดอกเบี้ยต่ำ) กับสหรัฐฯ (Fed Hawkish) ครับ ยิ่งเงินเฟ้อในสหรัฐฯ สูงจากสงครามอิหร่าน และต้นทุนพลังงาน BOJ ยิ่งถูกกดดันให้ขึ้นดอกเบี้ยช้า ๆ เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นช็อก ผลคือ นักลงทุนเทเงินเยนออกไปหาดอลลาร์เป็นจำนวนมหาศาล จนเงินเยนอ่อนค่าทุบสถิติตั้งแต่ปี 1986 --- BOJ รับมือกับสถานการณ์ค่าเงินเยนอ่อนค่าอย่างไร? BOJ ก็ไม่ได้นั่งเฉย ๆ ครับ พวกเขาใช้ กระสุน 2 ลูกใหญ่ คือ 1. แทรกแซงตลาด ด้วยการเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาเป็นเงินก้อนโตกว่า 73 พันล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อเงินเยนกลับ 2. BOJ ขึ้นดอกเบี้ย เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี (โดย BOJ เพิ่งขยับขึ้นดอกเบี้ยไปถึง 1% เมื่อกลางเดือนมิถุนายน) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1995 สาเหตุเป็นเพราะ ถ้ามีแต่แทรกแซงด้วยการขายพันธบัตรเพียงอย่างเดียว มันช่วยพยุงเงินเยนได้แค่ชั่วคราวครับ เปรียบไป ก็เหมือน “ตักน้ำออกจากเรือที่ยังรั่วอยู่” ถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุ (ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่าง สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น) เงินก็จะไหลออกต่อเนื่องอยู่ดี ล่าสุด Bloomberg มีรายงานว่า รัฐมนตรีคลังและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของญี่ปุ่น มีการออกมาขู่รายวันว่าจะเข้าแทรกแซงเพิ่มอีก แต่ตลาดกลับเมินเฉยและเทขายเงินเยนอย่างต่อเนื่องครับ ทำให้นักวิเคราะห์มองว่าจุดวัดใจหรือ "เส้นแดง" เส้นใหม่ได้ขยับไปอยู่ที่ 163 ถึง 165 เยนต่อดอลลาร์แล้ว ผมมองว่า ทางการญี่ปุ่นอาจเรียนรู้จากอดีตครับ การรีบแทรกแซงตอนที่ตลาดยังมี Momentum สูงๆ มักสูญเปล่า พวกเขาจึงน่าจะรอให้ฝั่งสะสมสถานะ Short เงินเยนจนเต็มที่เสียก่อน เพื่อหวังผลให้การแทรกแซงครั้งต่อไปสร้างความเจ็บปวดและทำให้เกิดการบังคับขาย (Short Squeeze) ได้รุนแรง ซึ่งจะหยุดการอ่อนค่าได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่า ส่วนฝั่งดอกเบี้ยนโยบาย ตลาดกลับมองว่า การขึ้นดอกเบี้ยมาที่ระดับ 1% มันยัง "น้อยและช้าเกินไป" เมื่อเทียบกับท่าที Hawkish ของเฟด มันเลยทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างแบบนี้ ยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้เงินทุนไหลออกอยู่ดี --- อีกเรื่องที่เห็นปัญหาในเชิงโครงสร้างของญี่ปุ่น ก็คือ หนี้สาธารณะครับ BOJ ถูกมัดมือชกจากหนี้สาธารณะที่สูงลิ่วและรัฐบาลที่ต้องการให้ระมัดระวังการขึ้นดอกเบี้ย และเมื่อบวกกับปัญหาเชิงโครงสร้างอีก 2 เรื่องอย่าง สังคมผู้สูงอายุ และการที่ญี่ปุ่นต้องนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง (ที่ต้องจ่ายเป็นดอลลาร์) ทำให้ทุกครั้งที่น้ำมันแพงและดอลลาร์แข็ง ญี่ปุ่นจะยิ่งเลือดไหลออกมากขึ้นไปอีก แต่ในทางกลับกัน บริษัทส่งออกในญี่ปุ่นอย่าง Toyota และอีกหลายๆบริษัท โดยเฉพาะที่อยู่ใน AI Hardware Supply Chain ก็กำลังโกยกำไรมหาศาล (ประเมินว่าเงินเยนอ่อนค่าทุกๆ 1 เยน จะเพิ่มกำไรจากการดำเนินงานให้ Toyota ถึง 5 หมื่นล้านเยน) แบะนี่คือเหตุผลสำคัญเลยครับ ที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังคงทำจุดสูงสุดใหม่ได้ ท่ามกลางวิกฤตค่าเงิน --- ผลกระทบที่เรากำลังเห็น 1. ทองคำร่วง เพราะนักลงทุนที่เคยกู้เงินเยนถูกบังคับให้ขายทองคำเพื่อนำเงินไปปิดหนี้ 2. หุ้นเทคสหรัฐฯ สะดุดบ้าง เพราะเงินจาก Carry Trade ไหลออก 3. พันธบัตรสหรัฐฯ ถูกเทขายจากญี่ปุ่น (เจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลก) ทำให้ Yield พุ่งสูง 4. ราคาน้ำมันยังผันผวน เพราะดีลสันภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน ยังมีรายละเอียดและควาไมม่แน่นอนอีกเยอะ --- มุมมอง Mr.Messenger Yen Carry Trade ที่เคยเป็นน้ำเลี้ยงราคาถูกให้ตลาดโลกมานานหลายสิบปี กำลังถูกถอนออกอย่างเป็นระบบ นี่คือ Structural Liquidation - การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของกระแสเงินทุนโลก และถ้าสัปดาห์นี้ ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ (Nonfarm Payrolls) ออกมาแข็งแกร่ง และดอลลาร์แข็งค่ากระชากเยนทะลุ 164 ทางการญี่ปุ่นอาจถูกบีบให้ต้องเปิดฉากเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ ล็อตใหญ่ระดับโลกอีกครั้ง ซึ่งนั่นจะไปเร่งปฏิกิริยา "Yen Carry Trade Unwind" ให้รุนแรงขึ้น และส่งแรงกระเพื่อมเชิงลบมาสู่สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกให้ยังมีแรงปรับฐานต่อก็ได้นะครับ ผมมองว่า ... 1. อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไปครับ แต่เราต้องเตรียมตัวรับความผันผวนที่สูงขึ้นจากประเด็นนี้ 2. ลดน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยง ที่เคยพึ่งพา Carry Trade (หุ้นสหรัฐฯ, หุ้นเทค หรือ พวก Growth Play) 3. กระจายพอร์ต เพิ่มน้ำหนักสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากดอลลาร์แข็ง (หุ้นธนาคาร, Healthcare หรือพวก Defensive Play) 4. ถือ Cash บางส่วนเพื่อรอจังหวะซื้อเหล่า Growth Play ในราคาที่ถูกกว่าเมื่อตลาดปรับฐาน ประวัติศาสตร์สอนเราว่า เมื่อ “เจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลก” เริ่มทวงเงินคืน กระแสเงินทุนย่อมเปลี่ยนไปครับ และตอนนี้… ญี่ปุ่นกำลังเริ่มทวงเงินแล้ว Mr.Messenger รายงาน
80
132
9,064
รายงานบทวิเคราะห์ล่าสุดจาก Goldman Sachs และสถาบันการเงินชั้นนำในวอลล์สตรีท ออกมาประสานเสียงกันเพื่อเรียกความเชื่อมั่นครับว่า แม้ราคาทองคำจะปรับฐานลงมาอย่างหนักในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ "ขาขึ้นของทองคำยังไม่จบ" ผมขอสรุปสถานการณ์และถอดมุมมองราคาทองคำในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 จากรายงานฉบับนี้ ดังนี้ครับ 📉 1. ปัจจัยกดดันระยะสั้น ราคาทองคำ ปรับตัวลงมาแล้วประมาณ 24% นับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ (ร่วงจากจุดสูงสุดที่ $5,600 ลงมาแกว่งตัวแถว $4,030 ณ ปัจจุบัน สาเหตุหลัก มาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจนดันให้เงินเฟ้อกลับมาเหนียวแน่น ส่งผลให้ Kevin Warsh ประธานเฟดคนใหม่ ต้องส่งสัญญาณ Hawkish ตลาดเลยกังวลว่า เฟดอาจไม่ลดดอกเบี้ยเลยในปีนี้ หรืออาจถึงขั้น "ขึ้นดอกเบี้ย" ซึ่งภาวะดอกเบี้ยสูงเช่นนี้ จะทำให้สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอย่างพันธบัตรรัฐบาล (Treasuries) กลับมาน่าสนใจกว่าทองคำครับ 🏦 2. ปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้าง แม้ระยะสั้นจะถูกกดดัน ทีม Researchจาก Goldman Sachs ยืนยันว่าภาพใหญ่ของทองคำยังแข็งแกร่งมาก โดยให้เป้าหมายปลายปี 2026 ไว้ที่ $4,900 (คิดเป็น Upside ประมาณ 20% จากราคาปัจจุบัน) ด้วยเหตุผลดังนี้: * ธนาคารกลางแห่ตุนทองคำ นำโดยกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ เช่น จีน ที่ต้องการลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์ (De-dollarization) อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่รัสเซียถูกอายัดทรัพย์สินในปี 2022 * สัญญาณซื้อยังชัดเจน ผลสำรวจของ World Gold Council ล่าสุดชี้ว่า 45% ของธนาคารกลางทั่วโลก มีแผนจะเพิ่มทุนสำรองทองคำของตนเองในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะเป็น "Price Floor" ไม่ให้ราคาทองคำร่วงลงไปลึกกว่านี้ 🎯 3. มติเอกฉันท์จาก Wall Street Consensus ไม่ใช่แค่ Goldman Sachs ค่ายเดียวที่มองบวก แต่สถาบันระดับท็อปต่างมองว่านี่คือจังหวะ "Buy the Dip" * JPMorgan แม้จะปรับลดเป้าหมายลง แต่ยังคงให้เป้าหมายปลายปีสูงถึง $6,000 (Upside 45%) * State Street ประเมินกรณี Base case ไว้ที่ $4,750 - $5,500 โดยมองว่าความต้องการซื้อเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินเสื่อมค่า (Debasement trade) จะเป็นตัวผลักดันหลัก --- มุมมองเชิงกลยุทธ์ สถานการณ์ของทองคำในตอนนี้คือการต่อสู้กันระหว่าง "วัฏจักรระยะสั้น (ดอกเบี้ยสูง)" ที่กำลังกดดันราคา และ "โครงสร้างระยะยาว (ธนาคารกลางซื้อสะสม)" ที่คอยพยุงราคาเอาไว้ครับ อย่างไรก็ตาม ทุกค่ายในวอลล์สตรีทประเมินตรงกันว่า เมื่อพิจารณาจากระดับราคาที่ร่วงลงมาถึง 24% ขาลงของทองคำน่าจะมีจำกัด (Downside risk is limited) และมีโอกาสที่ราคาจะวิ่งกลับขึ้นไปได้ในครึ่งปีหลัง เมื่อวิกฤตพลังงานจากฝั่งอิหร่านเริ่มคลี่คลาย ในเมื่อบรรดาสถาบันการเงินขนาดใหญ่มองว่าระดับราคา $4,100 ในปัจจุบันคือ "โอกาสในการเข้าซื้อ (Buy the Dip)" --- มุมมองทางเทคนิค จุดที่น่าจับตามองที่สุดในกราฟตอนนี้คือ ราคาทองคำกำลังทดสอบแนวรับสำคัญระดับ Fibonacci Retracement 61.8% (ที่ระดับ $4,072) ซึ่งในทางเทคนิคถือเป็นแนวรับ "Golden Ratio" ที่สำคัญมาก หากสัปดาห์นี้ราคาปิดหลุดระดับนี้อย่างชัดเจน จะเป็นการเปิดทางให้ราคาไหลลงไปหาแนวรับถัดไปที่ระดับ Fibonacci 50.0% (บริเวณ $3,600) ซึ่งมีความสอดคล้องกับตำแหน่งของเส้นค่าเฉลี่ย 100 สัปดาห์ (MA 100) พอดีครับ โดยราคาทองได้ทิ้งตัวหลุดทั้งเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น (MA 20) และระยะกลาง (MA 50 ที่ $4,291) ลงมาแล้ว เป็นการยืนยันแนวโน้มขาลงในกรอบเวลาเกณฑ์กลาง กลยุทธ์ที่ปลอดภัยที่สุดในตอนนี้คือ ทยอยสะสมตรงบริเวณนี้ได้ แต่จำเป็นต้อง "Wait and See" การเข้าไม้ใหญ่ๆ และรอให้ราคาแสดงความชัดเจนในการสร้างฐานก่อน เพราะหากหลุดจรงนี้ไป $3,600 จะเป็นอีกจุด ที่ราคาทองอาจลงไปทดสอบก่อนครับ Mr.Messenger รายงาน
51
90
8,033
สวัสดีครับนักลงทุนทุกคน เปิดสัปดาห์นี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาคึกคักสุดขีดพร้อมกับการทำสถิติใหม่ของดัชนีดาวโจนส์ ในขณะที่สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางดูเหมือนจะได้ "จุดพักหายใจ" ชั่วคราวครับ ผมสรุปประเด็นร้อนทั้งฝั่งตลาดทุนและภูมิรัฐศาสตร์มาให้สแกนด่วนๆ ตามนี้ครับ --- 📈 1. Dow Jones สร้างประวัติศาสตร์ & หุ้นชิปคัมแบ็ก Dow Jones พุ่งขึ้น 306.63 จุด (0.59%) ปิดที่ 52,182.74 จุด ซึ่งเป็นการ ทะลุระดับ 52,000 จุดได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ S&P 500 บวก 1.18% ปิดที่ 7,440.43 จุด Nasdaq พุ่งแรงสุดถึง 2.07% ปิดที่ 25,820.14 จุด หุ้นเด่นที่ต้องจับตา ได้แก่ Alphabet (Google) ปรับตัวขึ้นเกือบ 5% ในการประเดิมสนามซื้อขายวันแรกในฐานะสมาชิกใหม่ของดัชนี Dow Jones Comcast ราคาพุ่ง 4.4% หลังประกาศแผนแยกธุรกิจ (Spin-off) กลุ่มสื่อและเทคโนโลยีออกเป็น 2 บริษัทมหาชน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จใน 1 ปี กองทุน VanEck Semiconductor ETF (SMH) พลิกกลับมาบวกกว่า 3% นำทัพโดย Astera Labs ( 16%), KLA ( 12%) และ Applied Materials ( เกือบ 11%) อย่างไรก็ตาม สัปดาห์นี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะมีวันเทรดน้อยลงเพราะจะปิดทำการในวันศุกร์ (วันชาติสหรัฐฯ) สภาพคล่องที่เบาบางลงอาจทำให้ตลาดแกว่งตัวแรงกว่าปกติ ประกอบกับใกล้ช่วงสิ้นไตรมาส ทำให้เราได้เห็นการทำ "Window Dressing" หรือการล็อกกำไรในหุ้นที่วิ่งมาแรง เพื่อเตรียมรายงานพอร์ตสวยๆ ให้กับลูกค้านะครับ --- 🕊️ 2. สหรัฐฯ-อิหร่าน "พักรบ" ชั่วคราว สถานการณ์ที่เกือบจะบานปลายในช่วงสุดสัปดาห์ได้รับการคลี่คลายลงกลับสู่โต๊ะเจรจา เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะระงับการโจมตี และอนุญาตให้เรือสินค้าสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างอิสระอีกครั้ง โดยการเจรจาเชิงเทคนิคตาม MOU จะเดินหน้าต่อไป ย้อนรอยความเดือดนิดเนิงนะครับ ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบินรบถล่มเป้าหมายทางทหารของอิหร่านถึง 10 จุด เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านใช้โดรนโจมตีเรือน้ำมัน M/T Kiku (ซึ่งบรรทุกน้ำมันกว่า 2 ล้านบาร์เรล) นอกจากนี้คูเวตและบาห์เรนก็มีรายงานว่าถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนเช่นกัน คำเตือนจากทรัมป์ โพสต์ข้อความบน Truth Social ว่า หากสหรัฐฯ ต้องใช้กำลังทหารจัดการขั้นเด็ดขาด "สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะไม่มีอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป" --- 🛢️ 3. ราคาน้ำมันดีดกลับ แต่นักวิเคราะห์เตือน "อย่าชะล่าใจ" ราคาน้ำมันดิบตอบรับข่าวการพักรบและการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ด้วยการฟื้นตัวขึ้นจากช่วงปลายสัปดาห์ก่อนที่หลุด $70 WTI ฟื้นตัวกลับมายืนเหนือระดับ $70.50 - $70.75 ต่อบาร์เรล (บวกราว 1.9% - 2.2%) Brent: ปรับตัวขึ้นมาปิดที่ระดับ $72.90 - $73.15 ต่อบาร์เรล (บวกราว 1.3% - 1.6%) นักกลยุทธ์จาก ING ออกมาเตือนว่า นักลงทุนในตลาดน้ำมันกำลังอยู่ในภาวะ "ชะล่าใจเกินไป (Complacency)" พวกเขาประเมินว่านักลงทุนมองโลกในแง่ดีเกินไปเกี่ยวกับการฟื้นตัวของอุปทานน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งในความเป็นจริงยังมีความเสี่ยงขาขึ้น ซ่อนอยู่อีกมาก --- 💲4. บอนด์ยีลด์ทรงตัว โฟกัสจับตา "ตลาดแรงงาน" Bond Yield สหรัฐฯ แทบไม่ขยับไปไหน เนื่องจากนักลงทุนกำลังเก็บกระสุนรอตัวเลขสำคัญ Yield 10 ปี ขยับขึ้นไม่ถึง 1 bps(0.01%) อยู่ที่ 4.378% Yield 2 ปี ขยับขึ้นเกือบ 2 bps อยู่ที่ 4.107% Yield 30 ปี ทรงตัวอยู่ที่ 4.866% ตลาดจับตาตัวเลขตำแหน่งงานเปิดใหม่ (JOLTS) ในวันอังคาร และไฮไลต์สำคัญคือ ยอดจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) ในวันพฤหัสบดี ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 110,000 ตำแหน่ง และอัตราว่างงานทรงตัวที่ 4.3% หากตัวเลขแรงงานยังคงร้อนแรงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ความหวังที่จะเห็นเฟดลดดอกเบี้ย อาจจะยิ่งริบหรี่ลงไปอีกครับ --- 💵 5. ดอลลาร์ผงาด! ทุบเงินเยนร่วงทำสถิติใหม่ ดัชนีดอลลาร์ (DXY) แม้จะย่อตัวลงเล็กน้อย 0.3% มาอยู่ที่ 101.09 แต่ภาพรวมทั้งเดือนพุ่งขึ้นถึง 2.28% ซึ่งกำลังจะทำสถิติ "บวกรายเดือนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025" โดยยอดสถานะ Long (เก็งกำไรขาขึ้น) จากนักลงทุน พุ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2019 แตะระดับ 3.64 หมื่นล้านดอลลาร์ ฝั่งค่าเงินเยน (JPY) อ่อนค่าทะลุ 161.97 อ่อนสุดนับตั้งแต่ปี 1986 และค่าเงินยูโร (EUR) เด้งกลับ 0.4% มาที่ 1.1426 ดอลลาร์ หลังทำสถิติต่ำสุดรอบ 13 เดือน --- มุมมอง Mr.Messenger พอนักลงทุนเห็นการกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอย่างรวดเร็วของสหรัฐฯ-อิหร่านแบบนี้ กระแสเงินทุนก็เทน้ำหนักไปที่ฝั่งสหรัฐฯ อย่างชัดเจนครับ (US Exceptionalism) ทั้งจากความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ยที่อาจจะ "สูงขึ้นและนานขึ้น" ภายใต้การนำของประธานเฟดคนใหม่อย่าง Kevin Warsh และแรงดึงดูดจากตลาดหุ้นกลุ่ม AI Mr.Messenger รายงาน
1
23
57
7,882
อรุณสวัสดิ์ครับทุกคน ความตึงเครียดระลอกใหม่ในตะวันออกกลาง หลังจากที่สหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากโจมตีทางทหารใส่กันอีกครั้ง ยังคงสับสนอยู่นะ เช้านี้ราคาน้ำมันเด้งสู้หลังร่วงหนัก WTI ขยับบวก 0.71% มาอยู่ที่ $69.72 ต่อบาร์เรล (หลังจากเพิ่งทิ้งตัวหลุด $70 ไปเมื่อวันศุกร์ ซึ่งถือเป็นการหลุดแนวรับนี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ. หรือก่อนเริ่มสงครามอิหร่าน) Brent ปรับตัวขึ้น 0.36% มาอยู่ที่ $72.25 ต่อบาร์เรล ซึ่งก็ไม่ถือว่าดีดแรงมากเท่าไหร่ ประเด็นที่ทำให้ตลาดยังไม่กล้าดันราคาน้ำมันให้พุ่งทะยานไปไกลกว่านี้ คือความ "คลุมเครือ" ของสถานะการเจรจาสันติภาพครับ ข่าวหลายกระแสออกมาขัดแย้งกันเอง แหล่งข่าวปากีสถาน ระบุว่าการเจรจาถูก "ระงับชั่วคราว" หลังจากสหรัฐฯ โจมตีอิหร่าน แต่ตัวแทนทุกฝ่ายยังคงแสตนด์บายอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมกลับเข้าโต๊ะเจรจาทันทีที่มีไฟเขียว แต่ฝั่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงรัฐบาลทรัมป์ ออกมาโต้ข่าวทันควันว่า "ยังไม่มีอะไรถูกยกเลิก" และการเจรจาเชิงเทคนิคเพื่อบังคับใช้ MOU จะยังคงเดินหน้าตามแผนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า และมีการอัปเดตผ่าน CNBC ว่าการเจรจาจะดำเนินต่อไป พร้อมเสริมประโยคสำคัญที่ช่วยดับไฟตลาดได้ชั่วคราวว่า "ทั้งสองฝ่ายจะยุติการโจมตีไว้ก่อน และเรือสินค้าสามารถสัญจรได้อย่างอิสระแล้ว" ความปั่นป่วนทางการทูตนี้ เกิดขึ้นตามหลังเหตุการณ์ที่ ทรัมป์ สั่งกองทัพโจมตีศูนย์ทหารอิหร่าน เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านโจมตีเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง คูเวต และ บาห์เรน ก็รายงานว่าถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนเมื่อคืนที่ผ่านมาเช่นกัน ภาพข่าวที่ออกมาในเช้าวันนี้คือการ "ชักกะเย่อ" กันระหว่างข่าวดีและข่าวร้ายครับ รอดูว่าฝั่งไหนจะชนะ --- แต่ถ้าความกลัวสงครามถูกกดปุ่มหยุดเมื่อไหร่ความสนใจของวอลล์สตรีทจะพุ่งเป้ากลับไปที่ "เงินเฟ้อ" และ "ตลาดแรงงาน" ทันทีครับ โดยตัวเลขเศรษฐกิจระดับขับเคลื่อนตลาดถูกบีบให้อัดแน่นอยู่สัปดาห์นี้ รอติดตามกัน วันอังคาร (JOLTs & Consumer Confidence): ตลาดจะรอดูการค่อยๆ ชะลอตัวของตำแหน่งงานเปิดใหม่ (JOLTs) เพื่อสนับสนุน Soft Landing โดยไม่ส่งสัญญาณเศรษฐกิจถดถอย ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Data) จะเป็นตัวเช็กสภาวะหน้างานว่าภาคครัวเรือนรับมือกับเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นจากราคาพลังงานในช่วงที่ผ่านมาได้ดีแค่ไหน วันพุธ (ISM Manufacturing PMI): เทรดเดอร์จะชำแหละดัชนีย่อย "Prices Paid" (ราคาที่จ่ายไป) อย่างละเอียด เพื่อดูว่าปัญหาซัพพลายเชนชะงักงันและราคาพลังงานที่พุ่งปรี๊ด ได้วิ่งเข้าไปในต้นทุนการผลิตแล้วหรือยัง เพื่อหาร่อยรอยเงินเฟ้ิออีกที วันพฤหัสบดี (June Jobs Report): ไฮไลต์สัปดาห์ (เลื่อนขึ้นมาเพราะวันศุกร์หยุดวันขาติสหรัฐฯ) ทั้งยอดจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP), การเติบโตของค่าจ้าง และอัตราว่างงาน จะถูกจับตาอย่างหนัก ถ้าตัวเลขออกมา "ร้อนแรง" อาจปลุกความเป็นเหยี่ยวในตัว Kevin Warsh ขึ้นมาอีกรอบ แต่ถ้าตัวเลข "ซึมลง" ก็จะช่วยลดความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยลงได้ครับ เดี๋ยวเจอกันในรายการ Morning Brief ครับทุกคน Mr.Messenger รายงาน
2
14
51
4,124
สัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็น "สัปดาห์ปราบเซียน" ของสายซิ่งทั่วโลกอย่างแท้จริงครับ การปรับฐานอย่างรุนแรงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและชิป AI ไม่ได้เพียงแค่เจาะฟองสบู่ให้แฟบลงเท่านั้น แต่มันได้เปิดแผลให้เราเห็นถึง "จักรกลเก็งกำไร (Speculation Machine)" มูลค่ากว่า 2.7 แสนล้านดอลลาร์ที่วอลล์สตรีทสร้างขึ้นมา และแสดงให้เห็นว่าเวลาเครื่องจักรนี้ มันเดินเครื่องถอยหลัง แล้วน่ากลัวขนาดไหน! โดยสัปดาห์ที่แล้ว ดัชนี Nasdaq 100 ดิ่งลงกว่า 4% และ S&P 500 ร่วงเกือบ 2% ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ลามไปทั่วระบบ ผมขอสรุปความเสียหายจาก Speculation Machine ที่มีเครื่องมือทวีคูณความเสี่ยงรอบนี้หาฝห้อ่านกันครับ --- 🇰🇷 รายย่อยเกาหลีใต้เจ็บหนักสุด เกาหลีใต้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่นักลงทุนรายย่อยคลั่งไคล้การเทรดหุ้นซิ่งมากที่สุดในโลก รายย่อยแดนกิมจิแห่ซื้อกองทุนประเภท Leveraged ETFs ที่สัญญาว่าจะให้ผลตอบแทน 2 เท่า ถึง 3 เท่า (2x / 3x) ของหุ้นชิป AI รายวัน แต่พอเทรนด์ AI สลับทิศ หรือ Volatility เริ่มเหวี่ยงแรงผิดปกติ กองทุนยอดฮิตเหล่านี้ดิ่งฮวบลงมากกว่า 20% ภายในสัปดาห์เดียว ตอกย้ำว่าเวลาพลังของ Leverage ทำงานในขาลง มันจะทวีคูณความพินาศได้อย่างรวดเร็ว 🚀 กองทุน SpaceX ดิ่ง 40% แม้แต่บริษัทนอกตลาดที่เป็นขวัญใจมหาชนอย่าง SpaceX ของ Elon Musk ก็ไม่รอดจากกลไกนี้ครับ กองทุน Leverage ที่ผูกกับหุ้น SpaceX เพิ่งเปิดตัวและดึงดูดเงินทุนไปได้เกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์ แต่พอ SpaceX เทรดในตลาดปั๊บ ตัวผลิตภัณฑ์ดิ่งลงมาแล้วประมาณ 40% จากราคาเปิดตัว ทิ้งให้นักลงทุนรายย่อยที่แห่ตามกระแสหลัง IPO ต้องติดดอยสูง เพราะเข้ามาซื้อในช่วงที่กำไรมหาศาลถูกเก็บกินไปหมดแล้ว 🪙 โมเดลการเงินของ Michael Saylor แห่ง Strategy เริ่มสะดุด "จักรกลวิศวกรรมทางการเงิน" ที่เคยใช้ปั๊มเงินไปซื้อ Bitcoin ของ Michael Saylor กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ หุ้น Strategy ที่เคยถูกดัดแปลงเป็นสารพัดผลิตภัณฑ์ ทั้งกองทุนตั๋วเงิน กองทุน Leverage และหุ้นบุริมสิทธิ ถูกเทขายพร้อมกันเมื่อตลาดคริปโตฯ เปลี่ยนทิศ กองทุนประเภท Bullish Leveraged ETFs ที่ผูกกับหุ้น Strategy ซึ่งเพิ่งเปิดตัวในปี 2024 สูญเสียมูลค่าไปแล้วมากกว่า 90% นับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน แม้ว่าจะสามารถดึงดูดเงินจากรายย่อยได้หลายพันล้านดอลลาร์ในช่วงก่อนหน้านี้ก็ตาม --- 📊 สรุปโครงสร้างและผลกระทบของ "จักรกลเก็งกำไร $270,000 ล้าน" อุตสาหกรรมกองทุน Leveraged ETFs เติบโตขึ้นอย่างน่ากลัวในช่วงตลาดกระทิง โดยปัจจุบันมี AUM สูงถึงกว่า $270,000 ล้านดอลลาร์ทั่วโลก โดยกว่า $200,000 ล้าน คือ กองทุนที่จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกา การปรับ Rebalancing รายวันของกองทุนเหล่านี้ พุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวหลายเท่า จนกลายเป็นแรงขับเคลื่อน Mechanical Flows ที่ "บังคับซื้อ/บังคับขาย" และเร่งให้ดัชนีภาพรวมผันผวนหนักขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อีกประมาณ มากกว่า $45,000 ล้าน อยู่ในตลาดเอเชีย โดยเฉพาะ หลักๆคือ เกาหลีใต้ ที่เน้นเก็งกำไรในหุ้นรายตัว (Single-Stock) ยอดฮิต เช่น หุ้นชิป AI ส่งผลให้เกิดแรงกระเพื่อมย้อนกลับไปถล่มหุ้นแม่ในฝั่งสหรัฐฯ และเอเชียซ้ำสองด้วย --- 💡 มุมมองผม Mr. Messenger ผมมองว่า Leveraged ETFs พวกนี้มันเอาองค์ประกอบของคาสิโนเข้ามาสู่ตลาดหุ้นครับ ในความเป็นจริง ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ซับซ้อนเหล่านี้ไม่ได้เป็น "ต้นเหตุ" ที่ทำให้หุ้นตก แต่ตัวมันทำหน้าที่เป็น Amplifier ที่เวลาตลาดเป็นขาขึ้น มันจะช่วยดันให้ราคาพุ่งทะยานเกินความจริง แต่เวลาที่ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamentals) เริ่มกลับมาทวงคืนความจริง และนักลงทุนสลับกลุ่มเล่น (Rotation) กองทุนเหล่านี้จะถูกบีบให้ต้องเทขายหุ้นออกมาตามกลไกทางคณิตศาสตร์ทันที ยิ่งซ้ำเติมให้ตลาดดิ่งเหวแรงขึ้น บทเรียนจากข่าวนี้ สอนให้รู้ว่า "การใช้ Leverage คือการเล่นกับไฟ" โดยเฉพาะในกองทุนประเภท Single-Stock Leveraged ETFs ที่นักลงทุนรายย่อยมักเข้าไปเทรดโดยไม่ได้เข้าใจโครงสร้างของบริษัทนั้นๆ อย่างแท้จริง ตลาดกำลังส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงว่าหมดยุคของการหลับตาจิ้มซื้อหุ้นเทคฯ แล้วได้กำไรแล้วครับ ใครที่มีกองทุนประเภททวีความเสี่ยงเหล่านี้อยู่ในมือ ต้องกลับมาประเมินเป้าหมายและจำกัดความเสี่ยงดีๆนะครับ ตลาดหลังจากนี้ ผมไม่คิดว่า ซื้อแต่หุ้น AI แล้วจะกำไรง่ายๆแล้วนะ Mr.Messenger รายงาน
58
122
9,674
สถานการณ์ในตะวันออกกลางตอนนี้ต้องใช้คำว่า "วิกฤตขั้นสุด" แล้วครับ MOU หยุดยิง 60 วันที่เพิ่งเซ็นกันไปกำลังจะกลายเป็นเพียงเศษกระดาษ เมื่อทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากแลกหมัดกันอย่างดุเดือดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ⏱️ ไทม์ไลน์การปะทะกันระลอกใหม่ วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน 2026 เวลา 17:00 น. บ้านเรา เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญขึ้นเมื่อ "เรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีและได้รับความเสียหาย" จากวัตถุระเบิด/ขีปนาวุธ (Projectile) ขณะแล่นอยู่ในระเบียงการเดินเรือตอนใต้ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซ นี่ถือเป็น การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันครั้งแรก นับตั้งแต่มีการลงนามใน MOU และเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องจากการที่กองกำลัง IRGC ของอิหร่านโจมตีเรือสินค้าติดธงสิงคโปร์ไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เวลา 20:00 น. - อิหร่านขู่ล้มโต๊ะเจรจา! สถานการณ์ทางการทูตตึงเครียดถึงขีดสุด เมื่อมีรายงานว่าทีมนักเจรจาของอิหร่านกำลังพิจารณาที่จะ "ยกเลิกการเจรจาทางเทคนิคทั้งหมด" ที่กำหนดจะจัดขึ้นในสวิตเซอร์แลนด์ (วันที่ 28-29 มิ.ย.) สาเหตุมาจากการที่สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเมือง Sirik ทางตอนใต้ของอิหร่านไปเมื่อวันก่อนหน้า ซึ่งฝั่งอิหร่านมองว่านี่คือ "การละเมิดมาตรา 1 ของ MOU" และเตรียมตอบโต้ด้วยการยุติการเจรจาตลอดช่วงเวลา 60 วันที่เหลือ วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2026 เวลา 4:30 น. - สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดระลอก 2 เมื่อกองทัพสหรัฐฯ เปิดฉาก "โจมตีเมือง Sirik ทางตอนใต้ของอิหร่านอีกครั้ง" นี่นับเป็นการโจมตีพื้นที่ดังกล่าวโดยสหรัฐฯ เป็นครั้งที่ 2 ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง เวลา 04:55 น. - เผยขอบเขตการโจมตีครั้งใหญ่ เพียง 15 นาทีต่อมา กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้ออกมายืนยันว่า ปฏิบัติการเมื่อรุ่งเช้าคือ "การโจมตีทางทหารครั้งใหญ่" โดยพุ่งเป้าทำลายล้างขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านแบบถอนรากถอนโคน ได้แก่: โครงสร้างพื้นฐานด้านการสอดแนม ระบบการสื่อสาร ฐานป้องกันภัยทางอากาศ คลังเก็บโดรน ขีดความสามารถในการวางทุ่นระเบิด ชนวนเหตุฟางเส้นสุดท้าย: CENTCOM ระบุชัดเจนว่า การระดมโจมตีครั้งใหญ่นี้ เป็นการ "ตอบโต้" หลังจากที่อิหร่านได้ทำการโจมตี เรือบรรทุกน้ำมันติดธงปานามา ซึ่งบรรทุกน้ำมันดิบกว่า 2 ล้านบาร์เรล ขณะกำลังแล่นผ่านบริเวณใกล้ช่องแคบฮอร์มุซในช่วงเช้าของวันเดียวกัน --- มุมมอง Mr.Messenger การที่ข้อตกลง MOU ถูกฉีก ทั้งๆที่เพิ่งเซ็นกันไปไม่กี่วันแบบนี้ มีโอกาสสูงที่จะส่งผลกระทบต่อตลาดทุนและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เปิดตลาดเช้าวันจันทร์ นักลงทุนต้องเตรียมรับแรงกระแทกจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบที่จะพุ่งสูงขึ้นนะครับ ยกเว้นแต่ ตลาดมองว่า นี่เป็นการโจมตีกันพอเป็นพิธี เพื่อขู่อีกฝ่ายให้ได้ดีลอย่างที่ต้องการ ความผันผวนก็ไม่น่าใช้เวลานาน ผมมองว่า การยุติความบาดหมางระหว่างอิสราเอลและเลบานอน ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การทำข้อตกลงสันติภาพถาวรระหว่าง สหรัฐฯ และอิหร่าน (ซึ่งเป็นลูกพี่ใหญ่และผู้สนับสนุนหลักของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์) ครับ การที่ Marco Rubio รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงเมื่อวันศุกร์ว่า รัฐบาลอิสราเอล และ รัฐบาลเลบานอน ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันภายใต้การไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ ถือเป็นความสำเร็จทางการทูตขั้นต้นครับ ถ้าตกลงกันได้จริง ผมว่า คือจบสงครามได้จริงครับ Mr.Messenger รายงาน
3
189
227
18,506